Uncategorized

【แปล】 บทสัมภาษณ์ทากะ Musica September 2012

 

ก่อนอื่น ช่วยบอกได้ไหมว่า ทากะ ONE OK ROCK เป็นคนอย่างไรสำหรับคุณ

Taka : สำหรับผมแล้ว ผมคงเป็นคนที่ถูกวงช่วยเอาไว้ เพราะผมคิดว่า ถ้าตัวผมเองไม่ได้อยู่ในวงตอนนี้ ผมคงกลายเป็นแค่คนที่ไม่มีประโยชน์อะไร และจากการที่วงยื่นมือมาช่วยผมไว้ ทำให้ผมรู้สึกว่านี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมาที่ทุกอย่างกำลังจะไปได้สวย

 

การที่ถูกวงช่วยเอาไว้นั้นหมายความว่าทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น ควบคุมตัวเองที่ยากจะควบคุมได้มากขึ้นหรือเปล่า

Taka : ใช่ครับ ผมแค่อยากจะพูดความรู้สึกออกไปตรงๆ เลย เพราะโดยพื้นฐานแล้ว ผมไม่ใช่คนฉลาดเท่าไร (หัวเราะ)

 

ไม่ว่าอย่างไรคุณก็จะทำสิ่งที่รู้สึกว่า “แค่พูดแบบนั้นออกไปก็ได้นี่” หรือ “แค่คิดแบบนั้นก็ได้นี่” ใช่ไหม

Taka : มันพุ่งออกไปตรงๆ เหมือนต่อกับแอมป์เลยครับ (หัวเราะ) ความคิดหรือร่างกายของผมมันไม่มีเอฟเฟ็คมาเชื่อม เพราะฉะนั้นทั้งสองสิ่งจึงต่อตรงกัน ผมไม่สามารถแปลความก่อนพูดมันออกไปได้

 

อย่างนี้ก็แย่สิ 99% ของคนที่ปรับตัวเข้าหาสังคมไม่ได้มักจะเป็นแบบนั้น

Taka : ผมก็เริ่มทำได้ขึ้นมาบ้างแล้วนะ (หัวเราะ) ช่วยไม่ได้นี่ แต่ทุกคนในวงสอนผมไว้หลายอย่าง ถ้าพยายามจะซ่อนบางสิ่งไว้ ในที่สุดมันก็จะระเบิดออกมา การที่ผมเป็นแบนด์แมนและนักร้องนำ ทำให้มีคนที่เข้าใจอยู่ด้วยกันและอยู่รอบข้างตัวผม ถ้าผมไม่ได้อยู่ในวงตอนนี้แล้วละก็ ผมคงเป็นเพียงแค่คนโง่คนหนึ่ง

 

จากที่พูดมาทั้งหมด คุณคงรู้สึกขอบคุณตัวเองใช่ไหมที่มีความสามารถทำให้ได้มาเป็นฟร้อนท์แมน ได้มาแต่งเพลงอยู่ตอนนี้

Taka : ผมไม่รู้หรอกว่าการที่ผมเป็นฟร้อนท์แมนมันดีหรือไม่ดี แต่ผมรู้สึกว่าผมมีอิสระและมีความสุขที่จะต่อสู้ไปด้วยกันกับวงๆ นี้ ผมอยากขอบคุณสิ่งนั้น

 

ฉันคิดว่าคุณคงจะคุ้นเคยกับดนตรี รวมทั้งพ่อแม่คุณด้วยตั้งแต่แรกแล้ว เหมือนอย่างที่บอก คุณรู้สึกเชื่อมต่อกับดนตรีได้โดยตรงและเริ่มที่จะแสดงมันออกมา แต่ไม่คิดว่ามันจะเร็วเกินไปหรือ

Taka : ผมเริ่มสนใจวงดนตรีตั้งแต่ช่วงม.ปลาย ผมชอบวง RIZE มาก แล้วแนวเพลงก็ตรงกับผม ผมอยากเล่นดนตรีกับเพื่อนๆ เลยตั้งวงดนตรี 3 ชิ้นเป็นครั้งแรก

 

งั้นคุณก็ไม่ได้สนใจเพลงร็อคตั้งแต่แรก

Taka : เปล่าครับ ผมสนใจ แต่ชีวิตผมมันยุ่งเหยิงและสุดท้ายผมก็ทำอะไรไม่ได้ สถานที่ที่ยอมรับผมก็คือวง หรืออาจจะพูดได้ว่า สิ่งเดียวที่ยอมรับผมในตอนนั้นได้ก็คือวงดนตรีนี่แหละครับ แน่นอนว่าตอนผมเข้าวง ผมครุ่นคิดอะไรหลายอย่าง และก็มีอีกหลายสิ่งที่ผมต้องอดทน และขณะนั้น การอยู่ในวงนั้นเป็นที่เดียวที่ผมรู้สึกสบายใจ ผมต่อต้านหลายอย่าง และด้วยความหัวรั้นนั้นเองที่ทำให้วงหันมาสนใจผม

 

คุณได้ไปดู RIZE ครั้งแรกตอนอายุเท่าไร

Taka : น่าจะประมาณช่วง ม.3 หรือ ม.4 นะครับ มันเป็นช่วงที่ผมไม่ใส่ใจอะไรทั้งนั้นและก็ไม่มีอะไรที่ผมสนใจเป็นพิเศษ มันเป็นช่วงเวลาที่ผมไม่ทำอะไร ได้แต่เล่นสนุกไปวันๆ

 

คุณไม่มีอะไรที่อยากทำหรือเป้าหมายชีวิตในตอนนั้นเลยหรือ

Taka : เพราะผมเป็นคนอารมณ์แปรปรวน (หัวเราะ) ผมไม่ได้คิดอะไรเท่าไร ผมแค่คิดว่าถ้าสนุกกับปัจจุบันก็พอแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็มีความรู้สึกว่าผมน่าจะไม่เป็นไร

 

คุณมีความสามารถ และก็คิดว่าน่าจะมีฐานะทางการเงินที่ดี รวมทุกอย่างแล้ว เคยรู้สึกบ้างไหมว่า “ฉันอยากจะเป็นอะไรก็ได้”

Taka : เคยครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ผมรู้สึกว่า ผมได้กลายเป็นอะไรบางสิ่ง แต่ในขณะเดียวกันผมกลับไม่ได้เป็นอะไรเลย

 

มีส่วนหนึ่งในตัวที่คุณเกลียดมากที่สุดใช่ไหม

Taka : ถูกครับ (หัวเราะ) ตอนที่ผมยังเรียนอยู่ ผมไม่เคยรู้สึกพอใจในสิ่งแวดล้อมที่ผมอยู่สักครั้ง ผมรู้สึกว่า “ฉันคงไม่อยากทำอะไรแบบนี้มากไปกว่านี้แล้ว” กับ “ฉันจะทำต่อไปจนกว่าจะถึงจุดหมาย” ผมเป็นแค่วัยรุ่นคนหนึ่ง แต่ผมไม่สนสิ่งที่คนอื่นๆ มองมาหรอก ผมอาศัยอยู่กับพ่อแม่ตอนเรียน ก่อนอื่นผมเลยอยากปลีกตัวออกมา ใช้ชีวิตในแบบที่อยากเป็น พ่อแม่ผมเป็นนักร้องและดารา แน่นอนว่ามีส่วนที่ผมไม่ชอบอยู่ ผมเลยแยกตัวออกมาอยู่คนเดียว จากนั้นความสนุกและพึงพอใจจากการอยู่คนเดียวก็เอาชนะผมได้ ผมเลยคิดว่าผมคงสามารถวิ่งต่อไปได้อย่างเต็มฝีเท้าแล้วจริงๆ

 

ฉันอยากจะถามคำถามง่ายๆ กับคุณ ในเมื่อคุณกลายเป็นคนนอกวงการแล้ว ทำไมคุณยังกลับมาที่โลกใบนี้อีก

Taka : ทำไมผมถึงทำแบบนั้นน่ะเหรอ ผมคงแค่อยากเป็นที่สะดุดตา ผมแค่ต้องการเล่นดนตรี และนอกจากความรู้สึกนี้ ผมยังรู้สึกอยากกลับไปที่โลกใบนั้นอีก

 

แต่ไม่ใช่ว่าโลกบันเทิงคือที่ๆ พ่อแม่คุณอยู่เหรอ มันน่าประหลาดใจที่คุณกลับไปที่นั่น คุณเข้าใจใช่ไหม

Taka : เข้าใจครับ แต่ผมแค่ว่ารู้สึกว่ามันจำเป็น  ตอนนี้ผมไม่ได้อยากไปเป็นพนักงานเงินเดือนอย่างแน่นอนและผมคิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ แม้แต่ตอนที่ผมออกไปกินข้าว ผมยังถูกมองเหมารวมเป็นเซ็ต(กับพ่อแม่) เรื่องแบบนั้นมันไม่เกิดกับครอบครัวทั่วไป ไม่ว่าพวกเราจะปรากฏบนจอทีวีหรือไม่ก็ตาม สุดท้ายแล้วถ้าพวกเราอยู่ด้วยกัน ผมก็จะยังถูกมองแบบนั้นอยู่ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะโลกของผมหรือโลกของพวกเขาก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไร  ในทางกลับกัน มันกลับยิ่งรุนแรงขึ้น ประโยคที่ผมเคยได้ยินบ่อยๆ ว่า “คุณเป็นลูกของโมริใช่ไหม” ก็ค่อยๆ จางหายไป กลับกลายเป็นว่าทุกคนมองผมด้วยสายตาเย็นชาแล้วคิดว่า “อ๋อ นั่นลูกโมริไง”

 

เหมือนยกภูเขาออกจากอกใช่ไหม

Taka : ใช่ครับ เพราะผมไม่มีความเกี่ยวข้องกับพวกเขาแล้ว แต่ถึงแม้จะไม่มีความสัมพันธ์กันอย่างเก่า ชื่อพ่อแม่ก็ยังตามติดตัวผมไปทุกที่ และไม่ว่าอย่างไรผมก็ถูกเปรียบเทียบอยู่ดี สำหรับผมแล้ว มันเป็นข้อเสียอย่างหนึ่ง

 

เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณรู้สึกว่ามันเป็นไปไม่ได้ คุณก็ล้มเลิกไปเสียก่อน

Taka : ครับ ผมจำไม่ได้เลยว่าเคยมีคนชอบผมด้วย มีแต่คนที่เกลียด ทั้งที่ก่อนหน้านั้น คนที่ไม่ชอบผมหาได้ยากมากๆ เลย (หัวเราะ) และเพราะผมก็หัวดื้อ มีความรู้สึกว่า “ฉันอยากจะเอาชนะ”

 

และตอนสุดท้าย คุณก็ถูกร็อคและวงดนตรีดึงดูดให้กลับมาเส้นทางสายดนตรีอีกครั้ง

Taka : ผมทำอะไรนอกเหนือจากนี้ไม่ได้แล้ว ไม่ได้มีใครมาบอกให้ผมร้องเพลง ผมรักมัน ผมชอบร้องเพลงโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ผมจินตนาการอย่างอื่นไม่ออกเลย

 

ไม่ใช่ว่ามีช่วงหนึ่งที่คุณสามารถเลือกที่จะ “ไม่ทำอะไรเลย” ก็ได้ไม่ใช่เหรอ แต่ไม่ว่าจะผลีผลามมากแค่ไหน ส่วนหนึ่งในตัวคุณยังเชื่อมั่นในวงดนตรีและเสียงเพลง และเพราะคุณอุทิศตนให้กับสิ่งเหล่านั้นอย่างเต็มที่ เราจึงได้เห็นทุกวันนี้ ลองย้อนกลับไปคิดดู อะไรทำให้คุณไม่จมอยู่กับความสับสนวุ่นวายแล้วล้มเลิกไปเสียก่อน

Taka : ผมว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการพบกับสมาชิกวงในตอนนี้ เพราะพวกเขา ผมจึงตระหนักถึงคุณค่าของชื่อพ่อแม่ที่ผมเคยเกลียดมาตลอดนับแต่ตอนนั้นได้ แม้ตอนนี้ผมจะยังไม่รู้สึกดีกับชื่อเหล่านั้นเท่าไร เพราะลีดเดอร์ของพวกเราเห็นและชวนผมเข้ามาในวงก็เพราะผมเกิดจากทั้งสองคนนั้น ผมขอบคุณพวกท่าน และก็รู้สึกดีใจที่ผมสามารถมองสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้องมากขึ้น

 

คุณหมายความว่า อย่างเช่น ตอนคุณไปดู RIZE เป็นครั้งแรก สิ่งที่คุณเห็นเป็นอย่างแรกก็คือพ่อแม่ของ JESSE และอัคคุง (คาเนโกะ โนบุอากิ) เป็นคนใหญ่โต คุณเลยรู้สึกว่าคุณคล้ายกับพวกเขา

Taka : อันที่จริงผมแค่ประทับใจ ในไลฟ์เฮ้าส์เล็กๆ แค่นั้น แต่พวกเขาเปล่งประกายและสุดยอดมาก ราวกับว่าโลกภายนอกเป็นที่ๆ ต่างออกไป มันน่าประหลาดใจ ในพื้นที่แคบๆ พวกเขาสามารถเปล่งเสียงสดๆ และถ่ายทอดความคิดของผมได้อย่างสมบูรณ์แบบ และทุกคนที่รู้สึกแบบเดียวกันกับผมก็กำลังสนุกสุดเหวี่ยงอยู่ตรงหน้า ผมรู้สึกตกใจว่ามันเป็นที่ๆ วิเศษขนาดนี้เชียว

 

นอกจากเพลงร็อค ทากะในตอนนี้ก็ได้รับอิทธิพลมาจากชีวิตของสมาชิกในวงด้วยใช่ไหม

Taka : ใช่ครับ อย่างสไตล์และแนวทางการใช้ชีวิต ผมว่าคงเป็นเพราะ JESSE และโฮโซมิ (โฮโซมิ ทาเคชิ/the HIATUS) ผมชอบเพลงพวกเขาอยู่แล้ว แต่ก่อนอื่นผมชอบชีวิตของพวกเขา บางคนซ่อนมันไว้จนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่แต่พวกเขาเป็นคนที่แสดงมันออกมาอย่างตรงไปตรงมา ผมก็อยากมีชีวิตแบบนั้นเหมือนกัน ผมมักจะรู้สึกเหนื่อยถ้ามันไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ผมเลยยึดมั่นตามนั้น

 

เป็นเพราะว่าคุณมีสิ่งที่อยากบอกและอธิบายให้ทุกคนเข้าใจหรือเปล่า

Taka : ครับ แต่ตลอดเวลาที่ผมคุยกับคนอื่นที่อยู่ตรงหน้า ผมไม่รู้สึกอะไรเลยนอกจาก “คุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผมเลย แล้วคุณมาพูดกับผมเนี่ยนะ” ตอนแรกผมก็แค่รู้สึกว่า “ผมไม่อยากให้คนอื่นมาตัดสินผมจากภาพลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว” กับ “มันน่าโมโห” ผมมักจะคิดเสมอว่า “บางครั้งก็อยากย้อนกลับไป” และด้วยภาพลักษณ์เหล่านั้น ผมก็ยังอยู่ในวงตลอดเวลา ผมเข้าใจพวกเขานะ อย่างเช่น เวลาพวกเขาแนะนำผมด้วยคำว่า “ลูกของโมริ” ถ้าผมเป็นเขา ผมก็คงพูดแบบนั้นเหมือนกัน แต่ผมอยากเปลี่ยนมัน ผมต้องท้าทายตัวเองเพื่อจะได้ไม่ถูกเรียกด้วยชื่อนั้นอีกและถูกยอมรับในฐานะคนทั่วไปคนหนึ่ง ผมอยากเปลี่ยนมัน

 

คุณต่อสู้มาตลอดเพื่อที่ทุกคนจะได้เข้าใจว่า “ทำเพื่อตัวเอง” ไม่ใช่เพราะว่าคุณเป็น “ลูกของคนนั้นคนนี้” หรือเพราะว่า “ทำเพื่อใคร”

Taka : ใช่ครับ ในความจริงก็เป็นแบบนั้น แต่ยกตัวอย่าง ไม่ใช่ว่าทุกคนชอบพูดสั้นๆ เหรอ ทุกคนพูดว่า “โคตรเจ๋ง” แทน “ดีมาก” เพราะมันง่ายและใช้กันมากกว่า แต่ว่าถ้าคุณพูดแบบนั้นกับคนนอก คำว่า “โคตร” ก็จะไม่หลุดออกมา ผมเลยอยากสื่อความหมายที่แท้จริงในตัวผมออกมา ผมคิดว่ามันอยู่ในตัวผมมาตั้งแต่เด็ก

 

การทำแบบนั้นคุณจึงสามารถอยู่กับสิ่งที่ตัวเองอยากร้องและอยากสื่อมันออกมา คุณเคยทำเพลงด้วยตัวเองไหมตั้งแต่เริ่มตั้งวงดนตรี 3 ชิ้นเป็นครั้งแรก

Taka : เคยทำครับ มีหลายเพลงที่ผมอยากร้องและเมโลดี้ที่ผมอยากจะลอง ตอนแรกผมทำอะไรไม่ได้เลย แต่มีคนในวงเล่นอิเล็กโทนได้ ผมจะเป็นคนร้อง แล้วเขาก็จะเล่นคอร์ด ถึงอย่างนั้น พวกเราก็เคยแสดงไลฟ์แค่ 2 ครั้งเอง (หัวเราะ) แต่ทำแบบนั้นก็สนุกดี ผมเลยเริ่มเรียนกีตาร์และแต่งเพลงได้ทีละเล็กละน้อย ผมถูกดึงดูดให้อยู่ในวงโดยสมบูรณ์แบบ และเพื่อการนั้น ผมซื้อแล็ปท็อปและซอฟต์แวร์ เรียนรู้กีตาร์และพาวเวอร์คอร์ดเป็นครั้งแรก ผมคิดว่า “อย่างน้อยฉันก็ทำสิ่งนี้ได้!” (หัวเราะ) ผมดีใจที่ทุกอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่าง ผมก็ทำเพลงต่อไปโดยไม่ได้คิดอะไร

 

ตอนคุณเล่นพาวเวอร์คอร์ด คุณรู้สึกว่าตัวเองกำลังกลายเป็นคนอเมริกันหรือเปล่า (หัวเราะ)

Taka : ใช่ ใช่! มันเหมือนกับว่า “เสียงกีตาร์กำลังเอคโค่ออกมา!!” (หัวเราะ) “นี่สินะความรู้สึกที่เหมือนเคยได้ยินที่ไหนสักแห่ง!” ผมเลยกลายเป็นแฟนเพลงร็อคและเริ่มทำเพลง

 

ระหว่างนั้น คุณได้เขียนแต่เนื้อประเภท “ฉันอยากให้คุณเข้าใจ” มาตั้งแต่แรกหรือเปล่า

Taka : เปล่าครับ ช่วงนั้นผมให้ความสำคัญกับเมโลดี้และไม่ได้สนใจเนื้อร้องอะไรเลย แต่พอผมไปดู RIZE ผมเลยไม่ได้เขียนแค่เนื้อเพลงที่บอกว่า “ฉันรักเธอ” หรือ “สันติสุขแก่โลก” ผมคิดว่าผมค่อนข้างเป็นพวกต่อต้านเลยมีหลายเพลงที่มีเนื้อหาว่า “ฉันเป็นคนแบบนี้” อยู่

 

รู้สึกโล่งอกที่ได้หลอมละลายความในใจออกมาอย่างนั้นหรือเปล่า

Taka : ชีวิตของผมน่าอยู่มากขึ้น ผมตื่นเต้นอย่างไม่น่าเชื่อ ความรักก็เทียบกับเรื่องนี้ไม่ได้ (หัวเราะ) เหมือนจู่ๆ ผมก็เลิกสนใจความรักและผู้หญิง ผมแค่ดีใจมากที่ได้ทำเพลงและมุ่งไปสู่จุดหมายที่ผมตั้งไว้

 

หลังจากนั้นทุกอย่างแม้แต่ชีวิตและพฤติกรรมของคุณก็เปลี่ยนไปด้วย

Taka : ใช่ครับ หลังจากนั้นผมก็รู้สึกว่า “ตอนนี้ฉันจะต้องเอาชนะได้แน่!” แต่มากไปกว่านั้น ผมรู้สึกว่า “ตอนนี้ทุกอย่างกำลังไปได้สวย!” ในขณะที่ผมทำเพลง ผมก็จะคิด “ฉันนี่สุดยอด” แน่นอนว่าผมตื่นเต้นกับสิ่งที่ผมสร้างและสิ่งที่ผมคิด “นี่มันสดใหม่ นี่มันน่าทึ่ง” เอาจริงผมก็ไม่มีข้อพิสูจน์หรอก แต่การทำแบบนั้นทำให้สิ่งต่างๆ รอบตัวผมเปลี่ยนไปทีละนิด และผมเริ่มสังเกตเห็นอะไรๆ มากขึ้น การถูกชวนเข้าวงก็เหมือนกัน ผมมีเพื่อนที่เล่นดนตรีเพิ่มขึ้นและผมก็เริ่มปรับตัวเข้ากับพวกเขาได้ทีละเล็กทีละน้อย

 

เหมือนกับว่าไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน ก็อยู่ไม่ได้เกิน 3 วัน แต่ตอนนี้เป็นครั้งแรกที่คุณรู้สึกว่ามีที่ๆ คุณอยากจะอยู่ตลอดไป

Taka : ถูกครับ เหมือนกับมันไม่มีก้นบึ้ง ผมสนุกที่ได้พูดคุยเรื่องดนตรีตลอดเวลาและก็ตื่นเต้นอยู่บ่อยครั้งที่จะได้โต้เถียงกันว่า “ฉันอยากจะเป็นอย่างนี้ในอนาคต”

 

คุณคิดว่าการที่โทรุมาชักชวนมันเป็นพรหมลิขิตหรือเปล่า

Taka : ผมไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลยในตอนแรก ผมคิดว่าเขาเป็นคนขี้ตื๊อจริงๆ (หัวเราะ) เขามาที่ทำงานนอกเวลาผมแล้วก็พยายามโน้มน้าวให้เข้าวง

 

ฮ่าๆๆ เขาเป็นสตอล์กเกอร์เหรอ

Taka : มันรู้สึกแบบนั้นเลย (หัวเราะ) ทั้งโทรศัพท์ ทั้งอีเมล์ก็เข้ามาไม่หยุด ผมไม่ได้สนิทกับเขาเป็นการส่วนตัว เราเจอกันแค่ 3 ครั้ง แต่โทรุก็คือโทรุ เขาฟอร์มวง ONE OK ROCK แล้วก็มานึกได้ว่าร้องเพลงไม่เป็น “แน่นอน นักร้องที่ร้องเพลงไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์” เป็นเหตุผลที่เขามาดูการแสดงไลฟ์ของผม ในตอนนั้นผมร้องเพลงแล้วก้มมองพื้นตลอดเวลา เขาเลยบอกว่า “ทำไมร้องเพลงแล้วมองแต่พื้นล่ะ มันเป็นการแสดงสดนะ ต้องมองไปข้างหน้าสิ ถ้ามันไม่สนุก ก็มาเล่นกับฉัน” เป็นแบบนั้นมาตั้งแต่ต้น ผมทำตัวไม่ค่อยถูกเวลาอยู่กับคนแปลกหน้า ก็เลยเออออไป “อือ โอเค…” ปฏิเสธบ้าง เมินเขาบ้าง แต่หลังจากนั้นเขาก็เอาจริงเอาจังขึ้น

 

ปฏิเสธเลยเหรอ

Taka : ก็เขาตอแยไม่เลิก! พวกเขาซ้อมกันทุกตีหนึ่งวันเสาร์จนถึงเช้า เขาเลยบอกให้ผมไปดูการซ้อม แต่ผมต้องทำงานเลยบอกว่าไปไม่ได้ เขาก็ยังไม่เข็ด โทรุส่งเมล์มาหาทุกสัปดาห์บอกว่า “แล้ววันนี้ล่ะ” ผมก็ปัดเขากลับไปทุกครั้ง “ไปไม่ได้!” อยู่มาวันหนึ่ง เขามาชวนผมโดยตรงที่ทำงานพิเศษ แล้วผมก็ไม่สามารถเมินเฉยใส่เขาได้ในตอนนั้นเพราะเขาเป็นลูกค้า (หัวเราะ) แต่เขาไม่ยอมขยับตัวไปไหนเลย จนผมเริ่มคิดว่าเขาจะสร้างความเดือดร้อนให้กับร้าน เขาพูดมาว่า “ฉันจะไม่กลับจนกว่านายจะมาดูพวกเราซ้อม” ผมคิดว่า “หมอนี่น่ารำคาญจัง” (หัวเราะ)

 

ไม่ดีใจเหรอที่เขาพยายามขนาดนั้นเพื่อชักชวนคุณ

Taka : ไม่เลย! ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นวงแบบไหน ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ “เขาพยายามจะทำอะไรน่ะ! ก็ฉันบอกแล้วไงว่าจะไม่ไป!!” ผมคิดนะ (หัวเราะ) แต่สุดท้ายผมก็ยอมไปเพราะเขาน่ารำคาญมาก แล้วสมาชิกคนอื่นๆ ก็มองแบบ “นายเป็นใคร” โทรุไม่ได้บอกพวกเขาด้วยซ้ำว่าผมจะไป ผมก็คิดว่า นี่มันบ้าอะไร!? (หัวเราะ) ผมไม่ชอบถูกหัวเราะเยาะจากคนไม่รู้จักและผมก็ประหม่า ผมเดินเข้าไปทำหน้าบึ้งตึง ความประทับใจแรกพบเลยแย่มาก แต่ผมก็จำเนื้อเพลงและเพลงของพวกเขาอย่างไม่เต็มใจนัก แล้วผมกับโทรุก็เริ่มเข้ากันได้ ผมก็เริ่มร้อง มันสนุกกว่าที่ผมคิด (หัวเราะ)

 

มันต่างจากวงที่คุณอยู่ด้วยในตอนนั้นไหม

Taka : วงนั้นส่วนใหญ่เน้นบัลลาด มีเปียโนและเสียงกีตาร์ใสๆ ส่วนวงนี้มันเสียงดัง มีสไตล์พังก์ เพราะฉะนั้นเลยมีจุดที่เชื่อมโยงกับ RIZE ได้ ทำให้ผมรู้สึกใกล้ชิดกับอิมเมจของวงที่ผมชอบ พอมารู้ตัวอีกที ผมก็ไปที่ห้องซ้อมทุกสัปดาห์แล้ว มันสนุกจริงๆ ครับ

 

ในที่สุดคุณก็ได้พบพวกเขา

Taka : ครับ ผมหาพวกเขาเจอ (หัวเราะ) ประเด็นสำคัญคงอยู่ที่พวกเราอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ผมไม่ได้มีเพื่อนมากมายที่โรงเรียน และก็ไม่มีใครอายุเท่าผมที่ทำอะไรจริงจังอย่างบ้าคลั่งได้ขนาดนี้ ผมเป็นเด็กเกเรที่ทำอะไรเรื่อยๆ แล้วก็ทำเท่ไปงั้น เพราะฉะนั้นการได้พบความแปลกใหม่นี้ทำให้ผมรู้สึกสนุก

 

การทำแบบนั้นและก้าวไปกับวงทำให้คุณเริ่มเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นไหม

Taka : ที่จริงนอกจากอยู่ในวงดนตรีแล้ว ผมยังไปกลับโอซาก้าเพื่อเรียนดนตรีด้วย แต่สุดท้ายแล้วก็อยู่ภายใต้อิทธิพลของชื่อเสียงพ่อแม่ ผมได้เข้าเรียนแม้ว่าผมจะเข้าไปในฐานะนักเรียนทั่วไป เริ่มแรกผมจะเรียนในห้องที่สอนกีตาร์กับคอมพิวเตอร์ พ่อเห็นเลยแนะนำผมกับคนอื่น ก่อนที่จะทันรู้ตัว เส้นทางผมก็ไขว้เขวไปอีกแล้ว (หัวเราะ) ทุกครั้งที่ผมไปโอซาก้า ผมถูกบังคับให้เข้าร่วมเล่นกับวงแล้วเล่นเพลงของ Eric Clapton แทนที่จะได้ใช้คอมพิวเตอร์ มันเหมือนกันว่า “ผมกลับมาจุดนี้อีกแล้วเหรอ!” (หัวเราะ) แต่เพราะพ่อมองเห็นและแนะนำผมให้…

 

คุณอยากทำเพลง พ่อคุณเลยพยายามจะหาจุดยืนให้ เขาคงพยายามอย่างมาก

Taka : ครับ แต่ผมมานึกดู “นายกำลังทำอะไรซ้ำๆ นี่มันไม่มีความหมายอะไร” ผมสามารถเดบิวต์ได้ตอนนั้น แต่มันต่างจากที่ผมหวังไว้ ผมเลยหยุดแค่นั้น ชื่อเสียงของพ่อต้องเสื่อมเสียลงเพราะผมอีกครั้ง แต่ผมจริงจังกับ ONE OK ROCK ผมลาออกจากโรงเรียนโดยพลการและสร้างปัญหา แต่มันไม่ได้หมายความว่า “นี่มันไม่เหมาะกับฉันเหมือนกัน ฉันเลยลาออก” ผมอยากพูดว่า “ฉันจะจริงจังกับวง ฉันเลยลาออก” มากกว่า

 

ทั้งเรื่องคุณพ่อและชีวิตของคุณ คุณคงอยากก้าวต่อไปด้วยเรื่องดีๆ มากกว่าเรื่องแย่ๆ

Taka : ครับ เพราะฉะนั้นผมเลยบอกเรื่องนี้กับสมาชิกวง ผมเล่นกับวงอื่นอยู่ก่อนแล้วและตอนนั้นมือกลองของเราก็เป็นนักแสดง ส่วนเรียวตะกับโทรุก็ทำอะไรหลายอย่างกับ Amuse ผมเลยบอกทุกคนว่า “พวกเรากำลังทำอะไรอยู่กันแน่ ฉันตั้งใจจะอยู่กับวงนี้และจะเป็นส่วนหนึ่งของวงจนกว่าฉันจะจากไป จนกว่าฉันจะตาย แล้วพวกนายล่ะ” ผมว่านั่นคงเป็นประเด็นสนทนาที่ดุเดือดที่สุดของ ONE OK ROCK แล้ว มันเหมือนว่า “ถ้าจะทำก็ทำซะ แต่ถ้าจะไม่ทำก็ออกไป” หลังจากนั้นไม่นาน มือกลองก็ออกจากวง แต่ทุกอย่างก็เริ่มต้นขึ้นตอนนั้น ชีวิตของผมมีเป้าหมายอยู่ที่วงและไม่ได้มุ่งความสนใจไปที่อื่นเลย เพราะฉะนั้นผมเลยต้องรับผิดชอบหลายอย่างโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วผมก็เริ่มคิดถึงวิธีที่จะทำให้วงพวกเราเป็นที่จดจำ

 

ช่วยเจาะจงได้ไหมว่าคุณทำอะไรและซ้อมกันอย่างไร

Taka : ก่อนอื่น ผมบอกสมาชิกว่าเคลื่อนไหวยังไงถึงจะดูเท่ ให้ตระหนักถึงการแสดงออกบนเวที เพลงแบบไหนที่พวกเราควรเล่นและด้วยความรู้สึกแบบไหน พวกเราดูดีวีดีของ ELLEGARDEN เริ่มทำเพลง รับงานหลายอย่าง MC ก็เหมือนกัน นั่นคือสไตล์ของวงเราและผมก็ตระหนักถึงทิศทางของวงอยู่ตลอด ผมรู้สึกว่าพวกเราเล่นอย่างจริงจังจะได้รู้ว่าพวกเราทำได้ดีหรือไม่ดี

 

แล้วคุณสร้างสมดุลอย่างไรระหว่างสิ่งที่อยากทำจริงๆ กับส่วนที่คิดคำนวณไว้ว่าจำเป็นต้องทำเพื่อให้วงขายได้

Taka : ผมไม่มีความมั่นใจในตอนแรก ผมชอบร้องเพลงแต่กลัวการร้องเพลงต่อหน้าฝูงชน ดังนั้นเพื่อทำให้ผมกล้ามากขึ้น ผมจึงเริ่มแต่งตัวแบบ ora ora kei และพยายามจะคุ้นเคยกับตัวเองในตอนนั้น ผมเคยคิดว่า “ฉันอยากสร้างสิ่งแวดล้อมที่ฉันอยู่ได้ในวงนี้” เลยเป็นเหตุผลที่ผมครุ่นคิดอะไรหลายอย่าง และที่ทำแบบนั้นได้ก็เพราะมีเมมเบอร์ทุกคนอยู่ด้วยกันกับผม

 

สมาชิกคนอื่นๆ เข้าใจความหุนหันพวกนั้นของคุณหรือเปล่า

Taka : โทรุเป็นคนเชื่อมพวกเราเข้าด้วยกัน เขามีความกระตือรือร้นและมีจิตวิญญาณร็อค พวกเรามีไฟไปด้วยกัน เสริมความกล้ากันและกันอีกครั้ง และไม่ว่าจะมีวงไหนๆ ที่เจ๋งแค่ไหนมาแข่งขันกับเรา ผมคิดเสมอว่า “พวกเรานี่แหละคือที่สุด” ผมมีความเชื่อมั่นประมาณว่า “พวกนายแก่กว่าเรา แต่คอยจับตาดูตอนที่พวกเราอายุเท่านั้นบ้างเถอะ” ด้วยความทะนงตัวและหยิ่งผยอง (หัวเราะ) แต่ผมไม่กลัวอะไรอีกต่อไป เหมือนกับว่าพวกเราจะไม่มีวันแพ้!

 

แล้วความรู้สึกที่ท่วมท้นนั้นแตกต่างจากตอนที่คุณรู้สึกว่า “ฉันถูกบังคับให้ทำ” ที่ประสบมาหลายต่อหลายครั้งหรือเปล่า

Taka : มีหลายคนชื่นชอบเรา ผมก็มีความสุขดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผมคนเก่านั้นมีแต่คนเกลียด (หัวเราะ) ก่อนที่ผมจะเข้าไป ทุกคนก็จะรีบออกไปทันที เพราะพวกเขาเกลียดผมมาก ผมคิดว่า “ทำไมพวกเขาต้องทำแบบนั้น” เมื่อเทียบกับแต่ก่อนแล้ว ปัญหาและความขัดแย้งในวงถือเป็นสวรรค์ไปเลย

 

สิ่งสำคัญที่สุดของคุณคือการลบความมืดมนและทัศนะแย่ๆ ในตัวเองด้วย ONE OK ROCK ใช่ไหม

Taka : ใช่ครับ ผมยังต้องต่อสู้กับตัวเองด้วยเหมือนกัน โทรุมักบอกผมว่า “อย่ามองลงไปข้างล่าง ให้มองไปข้างหน้าและร้องให้ดีที่สุด” ไม่ว่ากี่ครั้งที่ผมพยายามมองไปข้างหน้าแล้วร้องออกมา แต่ในเมื่อทุกคนเบื้องหน้าเกลียดผม ผมก็ไม่สามารถทำได้ ไม่ว่าอย่างไร “สุดท้ายมันก็เป็นแบบนี้อีกแล้ว” ผมก็กลับไปมองพื้นร้องเพลงอีก

 

แต่คุณก็ต้องสร้างความแข็งแกร่งที่คุณไม่มีขึ้นมา

Taka : ครับ แม้ในตอนนี้ก็ยังเป็นแบบนั้น เพราะเวลาที่ผมไม่ได้ร้องเพลง ผมไม่มีความมั่นใจเลย การยืนบนเวทีและเชื่อมต่อกับเพื่อนทำให้ผมภูมิใจ แต่หลังเวที ผมไม่ชอบคนที่ไม่รู้จักผม ผมจะคิดว่า “พวกเขาชอบผมหรือเปล่า” หรือ “พวกเขาจำเราและฟังเพลงของ ONE OK ROCK หรือเปล่า” แม้กระทั่งตอนนี้ความรู้สึกเหล่านั้นก็ยังหลงเหลืออยู่ข้างในตัวผม ดังนั้นผมจึงยังต้องพยายามอยู่

 

ด้วยวิธีนั้นเอง คุณก็เริ่มเขียนเพลงในนาม ONE OK ROCK แล้วคุณรู้สึกได้แสดงความเป็นตัวตนออกมาหรือยัง

Taka : ผมคิดว่าผมแต่งเนื้อเพลงไม่เก่ง ผมไม่ค่อยพูดเรื่องสำคัญๆ ผมหมายความว่า ผมเขียนแต่อะไรทั่วไป ผมไม่มีความสามารถในการแต่งเนื้อเพลง ผมมันโง่และไม่รู้จักคำศัพท์ดี ผมคิดว่าผมถูกมันครอบงำ เสียงของผม วิธีร้องของผม เพลงของผม

 

คุณมักจะร้องแต่อะไรเดิมๆ ถ้ามองย้อนไปที่เนื้อเพลงเก่าๆ สิ่งที่คุณร้องมันต่างออกไป ตอนนี้และในอดีตคุณร้องถึงแต่ตัวคุณเอง มักจะมีเนื้อเพลงที่คุณพยายามจะสื่อสารและเรียกร้องหาทุกคน แต่ในขณะเดียวกัน แม้ว่าคุณกำลังร้องเกี่ยวกับตัวเอง แต่ก็เหมือนคุณกำลังพูดถึงคนอื่นอยู่ด้วย เนื้อเพลงพวกนั้นมีความแปลกที่ฉันอธิบายไม่ถูก ฉันอยากจะถามว่าคุณได้พยายามสร้างมันออกมาแค่ไหน หรือตอนร้อง คุณได้สื่อถึงเรื่องราวของโลกด้วยเหมือนกัน

Taka : ผมไม่ได้พยายามสร้างมันขึ้นมา ในฐานะวงดนตรี พวกเราไม่ได้อยากจะผลิตเนื้อเพลงออกมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในทางกลับกัน พวกเรามองตรงไปข้างหน้าและโดยไม่รู้อะไรเลยพวกเราก็สามารถสร้างสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีความมั่นใจ เพราะย่อมไม่มีอะไรที่จะคงอยู่ตลอดไปจริงไหม ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีแค่ไหน ยังไงก็ต้องมีรอยร้าว ความคิดของผมก็คล้ายๆ กัน ผมไม่เคยมองอะไรนอกจากสิ่งนั้น ผมไม่เคยพบเจอเรื่องอื่นนอกจากเรื่องนั้น ผมเลยเขียนแต่เรื่องพวกนั้น

 

คุณมีเพลงแนวเจ็บปวดหลายเพลง แต่ร้องออกมาในแง่บวกเยอะเลยใช่ไหม

Taka : สิ่งที่ผมเขียนเป็นมุมมองที่แย่ๆ แต่ผมไม่คิดว่าผมมองโลกในแง่ร้ายขนาดนั้น ผมแค่เขียนสิ่งที่ผมคิดและประสบมา นอกจากนั้นผมก็ไม่รู้ว่าผมได้เขียนอะไรลงไป มันก็แค่สิ่งที่ผมเขียนมันดูโหดร้าย แต่สิ่งที่วงนำเสนอออกไปมันเป็นมุมมองที่สวยงาม การแสดงบนเวทีก็เช่นกัน ไม่ว่าผมจะร้องอะไรที่ดูหดหู่ออกไป ผมแค่ตะโกนออกไปว่า “มาทำให้ดีที่สุดกัน” ผมจึงสามารถเชื่อมโยงความรู้สึกกับคนดูได้ระหว่างที่สื่อส่วนที่โศกเศร้าออกไป ผมคิดว่าการรักษาสมดุลตรงนี้ให้ได้มีความสำคัญ

 

นั่นเป็นเรื่องจริง เพราะฉะนั้นในเพลงต่างๆ จะมีส่วนที่สื่อถึงความโดดเดี่ยวและความอ่อนแอของคุณ แต่ในขณะเดียวกันก็มีสิ่งดีๆ จากความรู้สึกและเคมีที่ส่งออกมาผ่านเสียงที่เกิดจากความสัมพันธ์ของวง ฉันคิดว่าคุณตระหนักถึงส่วนนี้มากและกำลังทำมันให้เห็นเป็นรูปธรรม

Taka : ใช่แล้วครับ เวลาผมเล่นกับวง ผมมีความสุขมาก ผมทุ่มหมดตัวเลย แต่เวลาผมเขียนเนื้อเพลง ผมอยู่คนเดียว มันเลยออกมาในแง่ร้าย ถ้าทุกคนในวงมาเขียนเนื้อเพลงด้วยกัน มันคงออกมาดูมีความสุขกว่านี้

 

ฮ่าๆๆ ฉันไม่คิดว่าคุณจำเป็นต้องทำแบบนั้น แต่คุณไม่ได้จะรักษาสมดุลเอาไว้ใช่ไหม

Taka : ก็ไม่เชิงครับ ผมเลยไม่มีความมั่นใจเวลาเขียนเนื้อเพลง แต่คนที่แต่งเนื้อเพลงเก่งๆ สุดยอดจริงๆ ว่าไหมครับ อย่าง RADWIMPS

 

เนื้อเพลงพวกเขาเหมือนเป็นการปฏิวัติ ใกล้เคียงกับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ แต่ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมคุณถึงดูถูกดูแคลนเนื้อเพลงตัวเองขนาดนั้น ในทางกลับกัน ฉันคิดว่าการพยายามเขียนเนื้อเพลงโดยใช้คำที่ไม่กีดกันผู้คนหรือซ่อนข้อความที่จะสื่อเอาไว้ ประกอบกับความดุเดือดที่ก้าวข้ามความสวยงามของคำก็เป็นอะไรที่น่าทึ่งนะ ฉันเลยคิดว่าคุณกำลังเดินตามแนวทางที่ฮิโรโตะและโอคุดะ ทามิโอะได้เปิดเอาไว้อยู่

Taka : ใช่…พอคุณพูดแบบนั้น มันก็มีช่วงที่ผมรู้สึกว่าผมไม่สามารถเขียนเพลงได้แม้แต่เพลงเดียว ช่วงนี้ผมเลยคิดว่าจะไม่เขียนเพลงภาษาญี่ปุ่นมากนัก

 

ในบทสัมภาษณ์ก่อน คุณบอกว่าเมื่อเวทีใหญ่ขึ้น เช่น โยโกฮาม่าอารีน่า สิ่งที่จะส่งไปถึงผู้ฟังมีเพียงคำๆ เดียวหรือความหมายเดียว

Taka : ใช่ครับ สิ่งที่ผมต้องการพูดก็ยังเหมือนเดิม ผมหมายถึง มีหลายทางที่จะสื่อว่า “มาทำให้ดีที่สุดเถอะ” ผมเลยเปลี่ยนมันตามสิ่งต่างๆ ที่ผมเรียนรู้และประทับใจ ด้วยความหมายนั้นผมรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปตอน “Niche Syndrome” มันเป็นความรู้สึกที่ว่า “มันจะไปได้สวย!” ไม่ว่าผมจะทำอะไรก็ตาม (หัวเราะ) ผมได้ไปเอเชียร์ทัวร์แล้วก็คิดว่า “ทุกคนสามารถไปได้ทุกที่ทั่วโลก” ผมรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่แต่ในญี่ปุ่น ตอนนี้ภาพรวมของผมมันใหญ่ระดับนั้นแล้ว

 

ครั้งแรกที่ฉันอยากสัมภาษณ์คุณเพราะฉันได้ดูการแสดงสดของคุณ มันเป็นช่วงก่อน Niche แต่ฉันคิดว่าคุณเป็นนักร้องนำตัวเล็กๆ ที่สามารถหยุดหัวใจคนฟังได้ และฉันคิดว่า “คนๆ นี้จะกลายเป็นผู้ส่งสารที่ยิ่งใหญ่” ตอนแรกฉันคิดว่าทากะที่โดดเดี่ยวกับความรู้สึกที่ยึดติดนั้นได้หายไปเพราะสมาชิกทุกคนในวง และเริ่มจับต้องอะไรต่อมิอะไรได้มากขึ้น รวมทั้งกลุ่มผู้ฟังและโลกใบนี้

Taka : แต่ผมอาจจะยังไม่มีทุกอย่างอยู่ในมือ ที่จริงตอนผมยืนอยู่บนเวทีก็ยังมีบางช่วงที่รู้สึกว่า “นี่มันโอเคหรือเปล่า” และก็มีช่วงที่ความรู้สึกของทุกคนมันรบกวนจิตใจผมมากๆ จนรู้สึกว่า “ฆ่าผมเถอะ!”

 

คุณช่วยอธิบายความรู้สึกนั้นแบบเจาะจงที ได้ไหม

Taka : จะว่ายังไงดีล่ะ ความรู้สึกเหมือนจะร้องไห้…. รู้สึกเศร้าหรือปลื้มใจดี ผมไม่รู้ แต่ถึงทุกคำที่ผมร้องจะเป็นคำพูดของผม ผมรู้สึกว่าเป็นทุกคนต่างหากที่พูดคำพูดเหล่านั้น ในฐานะคนที่ยืนอยู่บนเวที มันรู้สึกเหมือนกับว่า “ทำให้ดีที่สุดนะ เพราะพวกเราก็จะพยายามเหมือนกัน!” แต่บางครั้งเวลาผมพูดมันออกมา มันจะเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดแน่น บางทีผมก็เก็บมันไว้ไม่อยู่ และในเวลาแบบนั้นผมก็ร้องไห้ออกมาและพูดความรู้สึกทุกอย่างที่ผมคิดออกไป ช่วงระหว่างที่ร้องเพลง ทุกครั้งที่ผมพยายามจะเปล่งเสียงเป็นคำที่ผมตื้นตันมากๆ ความรู้สึกมันก็ท่วมท้นและระเบิดออกมาทุกที ผมถูกเพลงที่ผมแต่งขึ้นมาเองน็อคเอาเสียแล้ว (หัวเราะ) ผมมักจะพูดว่า “ชีวิตมันสั้นกว่าที่ทุกคนคิด ดังนั้นถ้าคุณไม่มีความสุขกับมันให้เต็มที่ มันก็จะสูญเปล่า ไม่มีอีกแล้วชีวิตที่สอง” ผมเชื่อแบบนั้นนะ ตอนนี้ผมก็สามารถหาสิ่งที่ชอบได้แล้ว ผมได้ยืนอยู่บนเวทีที่ยอดเยี่ยม รู้จักเมมเบอร์และสต๊าฟดีๆ มากมาย เพราะงั้นผมก็ไม่มีอะไรจะบ่นแล้ว แต่ก็มีบางส่วนของผมที่ยังคงตามหาบางอย่าง ยังมีความทะเยอทะยาน ต้องการทำอะไรมากไปกว่านี้อีก

 

มันเกี่ยวกับการส่งสารให้กับคนอื่นๆ คนรอบตัวคุณ รวมทั้งตัวคุณเองด้วยใช่ไหม

Taka : นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการครับ แน่นอนว่า ณ เวลานั้น คนที่ดูอยู่อาจรู้สึกว่า “พวกเราเข้าใจ” แต่สำหรับผมตอนนั้นจะคิดว่า “ถึงตายก็ไม่เป็นไร เข้ามาเลย!”

 

นั่นคือ “ความรัก” ต่อคนที่ฟังเพลงและรู้สึกบางอย่างเกี่ยวกับดนตรีของคุณใช่ไหม

Taka : ผมไม่มีอะไรนอกจากความรัก จนมาถึงตอนนี้ผมไม่เคยได้รับความรักจากใครมากขนาดนี้มาก่อน แต่ผมเป็นที่รู้จักในนาม ONE OK ROCK หลายคนฟังเพลงที่ผมแต่ง ร้องตาม และมารวมตัวกันในที่เหล่านี้ หากเป็นตัวผมในอดีตมันเป็นภาพที่ผมแทบไม่กล้าจินตนาการมาก่อนเลย อะไรก็เกิดขึ้นได้ ผมคงยังคิดว่าตัวเองไม่มีความมั่นใจ ผมคงคิดว่า ถ้าผมกล้าพอ คงจะมีคนเข้าใจและมีสติมากกว่านี้ ผมคงคิดว่า ถ้าผมกล้าพอ ผมคงโอเคที่จะตายไปแล้วตั้งแต่ตอนนั้น

 

แต่กลับกัน ในขณะที่คุณกำลังพยายามเต็มความสามารถ คุณนำเสนอประสบการณ์ที่เจอมา ทั้งโลกและภาพที่คุณเห็นท่ามกลางอะไรหลายๆ อย่าง แต่ถ้าคุณกลายเป็นผู้ใหญ่ง่ายๆ มันก็คงไม่น่าสนใจหรอกจริงไหม ฉันว่าคุณกำลังทำให้ “ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์” นั้นออกมาเป็นความรู้สึก

Taka : นั่นเป็นสาเหตุที่พอถึงจุดหนึ่ง ผมก็รู้สึกว่า “ฉันทำไม่ได้ มากกว่านี้คงเป็นไปไม่ได้หรอก” เหมือนเป็นการยอมแพ้ เพราะผมไม่เคยรู้สึกอยากสร้างอะไรที่ไม่ได้อยู่ในตัวผมมาตั้งแต่แรกแล้ว ผมจะไปได้ไกลแค่ไหนกัน ผมคงไม่รู้ ถ้าไม่ลองทำเพลงอื่นๆ ดู เพราะฉะนั้น ยิ่งผมทำมากเท่าไร มันก็ยิ่งทำให้ผมเจอความสมดุล

 

คุณมักจะทำอะไร 100% เสมอ และที่ทำแบบนั้นได้ก็เพราะคุณไม่ยอมหยุดกับชีวิต

Taka : ครับ ใช่ครับ

 

สุดท้ายนี้ ฉันอยากถามว่า สมาชิกในวงสำคัญกับคุณอย่างไร ก่อนอื่น คุณคิดว่าโทรุเป็นคนอย่างไร

Taka : เขาเป็น….คนดี จริงๆ นะครับ แล้วก็ซุ่มซ่ามด้วย แต่เขาก็เป็นลีดเดอร์ เขาทำทุกอย่างอย่างเต็มความสามารถและมองทุกอย่างด้วยความใจเย็น ผมยังคิดบ่อยๆ เลย “สมกับเป็นลีดเดอร์” เวลาที่ไม่มีเขา ผมรู้สึกลำบาก แต่ในอดีต เขาทำให้ผมรำคาญหลายเรื่อง (หัวเราะ)

 

ทำไมรำคาญล่ะ

Taka : จะพูดยังไงดี บางครั้งผมคิดว่า “ฉันจะพยายามมากขึ้นเหมือนกัน ฉันจะฝึกให้มากกว่านี้” (หัวเราะ) แต่เวลาที่เราสองคนไปดื่มหลังแสดงเมื่อทัวร์ที่ผ่านมา ผมแทบจะร้องไห้ออกมา หลังอเล็กซ์ออกจากวง และมือกีตาร์จาก 2 คนก็เหลือแค่คนเดียว ถ้าคุณว่าเขาคนเดียวคงคุมอยู่ มันก็ไม่ใช่แบบนั้นเสียทีเดียว ถึงคุณจะบอกว่าเขาเป็นมือกีตาร์ที่สมบูรณ์แบบแล้ว แต่เขายังไม่ใช่ในตอนนี้ ถึงอย่างนั้นเขาก็แบกรับความกลัวและความรับผิดชอบทั้งหมดเอาไว้เพียงลำพัง เขาไปหาอเล็กซ์ครั้งหนึ่งและคุยกันหลายเรื่อง ในตอนนั้น เขาพูดกับผมว่า “ฉันเล่นกีตาร์ไม่เก่งและฉันไม่คิดว่าฉันสมบูรณ์แบบ แต่ถ้าอเล็กซ์เห็นด้วยกับฉัน นั่นจะเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รับการยอมรับ” เขานิสัยแบบนั้น พอเขาพูดแบบนั้นออกมา ผมก็ร้องไห้จริงๆ หลังจากนั้นความรู้สึกของผมที่มีต่อเขาก็เปลี่ยนไป ผมคิดว่าผมก็ต้องพยายามให้มากขึ้นเหมือนกัน

 

นั่นคงเป็นช่วงเวลาที่คุณเข้าใจว่า “ฉันเข้าวงนี้มาด้วยปัญหาส่วนตัว และเช่นกัน ทุกคนก็แสดงออกแต่ด้านที่ดีในขณะที่พยายามผ่านพ้นเรื่องเลวร้ายของตัวเองไปด้วย”

Taka : คุณพูดถูก และไม่คิดว่าความกล้าหาญนั้นมันสุดยอดไปเลยเหรอ การได้เล่นดนตรีกับวงและทำเพลงทำให้ผมคิดบ่อยๆ ว่า “ฉันก็ไม่อยากแพ้เหมือนกัน ฉันอยากทำเพลงให้ดีขึ้นไปอีก” พวกเราไม่ค่อยพูดอะไรแบบนั้นด้วยกัน แต่ผมคิดว่ามันดีมากที่ทุกคนพูดออกมา ผมรักวงนี้จริงๆ และผมอุทิศตัวให้ทั้งหมด ผมจะไม่ทำให้มันพังแน่นอน

 

แล้วเรียวตะล่ะ

Taka : เรียวตะเป็นคนใสๆ เขาเป็นคนที่ใสและปราศจากพิษภัย เขามีหลายมุมมองที่น่ายกย่อง เวลาผมมองไปที่เขา สิ่งที่ผมเคยคิดว่ามันเจ็บปวดและไม่น่าพิศมัยกลับกลายเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ สำหรับผมเขาเป็นสมาชิกคนสำคัญ และในบรรดาทั้งหมด โทโมยะเป็นคนที่คล้ายผมมากที่สุด

 

ในแง่ความคิดเหรอ

Taka : ครับ นิสัยน่ะ เขาเข้าใจทุกอย่างที่ผมคิดเป็นอย่างดี อีกสองคนนี่ไม่เข้าใจอย่างไม่น่าเชื่อเลย (หัวเราะ) แต่โทโมยะกลับเข้าใจทันที

 

เพราะงั้นในตอนแรกคุณเลยพาเขามาที่บ้านและอยู่ด้วยกัน

Taka : ก็นะ (หัวเราะ) นั่นเป็นแค่ผมอยากรู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร คนที่อยากมาร่วมวงกับพวกเรา ผมเลยตัดสินใจอยู่ด้วยกัน แต่เราเหมือนกัน เรายังไม่โตกับอะไรหลายๆ อย่าง (หัวเราะ) ผมหมายถึง เขาเองก็สารภาพว่ายังเด็ก เหมือนเขาเฉลยออกมาว่า “เพราะยังเด็กไง ไม่เห็นเป็นไร” เขาคล้ายๆ ผู้หญิง แต่เขาก็มีความตั้งใจ ซ้อมหนัก และก็น่านับถือ ในมุมมองผม ในฐานะมือกลอง เขาเป็นคนคุมหลังพวกเราได้ดี ผมไม่กังวลอะไรเลย เขามีคุณลักษณะหลายอย่าง และในวงก็ไม่มีใครกังวลเลย (หัวเราะ)

 __________________________________

thanks : ryeon.tumblr

Advertisements

One thought on “【แปล】 บทสัมภาษณ์ทากะ Musica September 2012

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s