Uncategorized

【แปล】 บทสัมภาษณ์โทโมยะ Musica September 2012

 

สิ่งแรกที่ฉันจะทำคือถามคำถามข้อที่ยากที่สุด คุณบอกได้ไหมว่า “โทโมยะ” เป็นคนอย่างไรสำหรับคุณ

Tomoya : ผมเป็นคนกระตือรือร้น ผมจะไม่พอใจถ้าเริ่มทำอะไรแล้วไม่เห็นมันไปจนจบ ผมอยากทำทุกอย่าง ผมเลยมีงานอดิเรกเยอะ เพราะผมคิดว่าการมีชีวิตอยู่และตายไปโดยไม่ได้ทำอะไรที่สนใจมันสูญเปล่า ผมมีกฏว่าจะทำทุกอย่างที่คนอื่นบอกว่าน่าสนใจ (หัวเราะ) ผมเป็นพวกที่อยากทำอะไรที่ทำไม่ได้บ่อยๆ

 

คุณบอกว่าคุณทำทุกอย่างที่อยากทำ แต่คุณไม่ได้แค่ทำเฉยๆ คุณทุ่มเทและทำมันอย่างเต็มที่

Tomoya : ใช่ครับ ผมคิดว่ามันมีสิ่งที่คุณจะไม่มีวันรู้หากไม่ลองทำดู อย่างโตเกียวมาราธอน ผมก็จินตนาการไว้แล้วว่าวิ่งเสร็จจะเป็นอย่างไร ถ้าผมอยากทำ ผมก็จะลองดู

 

ตอนเด็กคุณเป็นคนแบบไหน ก่อนที่คุณจะมาชอบดนตรีเหมือนตอนนี้

Tomoya : ผมฉลาดมาก ตอนประถมหรือมัธยมต้น ผมค่อนข้างหัวดีเลยล่ะ (หัวเราะ) แต่หลังจากพวกเราตั้งวงดนตรีช่วงมัธยมปลาย ผมก็ไม่ได้สนใจเรียนเลย เดิมได้ที่ 5 จากข้างบนกลายเป็นได้ที่ 5 จากข้างล่างแทน (หัวเราะ) ผมไม่รู้ว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร แต่ผมก็ทำสำเร็จหลายอย่าง ผมเล่นเบสบอส เทนนิส และว่ายน้ำ

 

ไม่ใช่ทำเพราะโดนบังคับ แต่คุณทำเพราะอยากทำ

Tomoya : ครึ่งหนึ่งเป็นอิทธิพลจากพี่ชายผม แต่เพราะเหตุนั้นผมเลยอยากตีกลอง ตอนประถมผมเข้าวงโยและเริ่มเล่นเครื่องตีจังหวะ มีกลองชุดเหมือนกัน แต่พวกรุ่นพี่เป็นคนเล่น ผมเลยไม่มีโอกาสได้ลอง

 

เพราะนั่นเป็นที่ที่เหมาะกับฮีโร่

Tomoya : ครับ (หัวเราะ) แต่พอผมมาคิดดู การฝึกในช่วงนั้นสำคัญมากจริงๆ เพราะทุกวันผมต้องซ้อมทั้งๆ ที่ผมไม่ได้อยากทำ มันช่วยสนองความอยากรู้อยากเห็นของผม และผมก็เริ่มได้เรียนรู้การตีกลองมาทีละเล็กละน้อย พี่ชายผมอายุมากกว่า 3 ปี และพอเข้าเรียนมัธยมปลายก็เริ่มตั้งวงดนตรี ภายใต้อิทธิพลนั้น ผมก็เริ่มฟังเพลง โดยเริ่มจาก Hi-STANDARD เป็นวงแรก ผมจะฟังอะไรที่พี่ผมฟังด้วยกัน จากนั้นผมก็เริ่มชอบวงดนตรี อิทธิพลจากพี่ชายผมเป็นสิ่งสำคัญ

 

แต่พี่ชายคุณไม่ใช่มือกลองไม่ใช่เหรอ

Tomoya : เขาเล่นกีตาร์ และด้วยเหตุนั้นประกอบกับการที่ผมก็เล่นได้ดีตอนอยู่วงโยฯ ผมเลยคิดว่า งั้นฉันจะตีกลองแล้วกัน บ้านพวกเราไม่ได้รวย แต่เขาก็ซื้อกลองชุดให้ผม และผมก็เล่นเรียนแบบ Hi-STANDARD กับเขา

 

งั้นคุณก็ฟอร์มวงกันหลังจากเรียนมัธยมปลายแล้ว

Tomoya : ใช่ครับ เพราะตอนนั้น ผมตัดสินใจว่า “ฉันอยากเล่นดนตรีแน่ๆ”

 

แล้วตอนนั้นคุณก็คิดจะใช้ชีวิตกับดนตรี ทำไมคุณถึงมั่นใจอย่างนั้นหรือมีเหตุผลอะไรไหม

Tomoya : ไม่ครับ ทำไมผมคิดแบบนั้น…ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ผมมีความเชื่อมั่นว่า “ฉันอยากทำแบบนี้แน่ๆ” นั่นเป็นอย่างเดียวในหลายๆ อย่างที่ผมเคยทำ อย่างเดียวเท่านั้นที่ผมรู้สึกแบบนั้น มันคงต้องมีความหมายอะไรบางอย่างแน่นอน ผมไม่รู้ว่าคืออะไร แต่ผมเชื่ออย่างนั้น แล้วจากนั้นตอนมัธยมปลาย ผมก็ตัดสินใจ “ฉันจะไปโตเกียว ไม่เข้ามหาลัยแล้ว” ผมเลยโทรหาเพื่อนที่บ้านเกิดในเฮียวโงะ “มาเล่นด้วยกันเถอะ!” แล้วพวกเราก็มาโตเกียวด้วยความกระตือรือร้น (หัวเราะ) มันเป็นวงผสมระหว่าง J-pop และ J-rock เป็นแนวที่ต่างจากที่ผมเล่นอยู่ตอนนี้ แต่มันก็สนุกดี

 

คุณหมายถึงการตีกลองมันสนุก หรือการเล่นร่วมกับวงมันสนุก

Tomoya : ส่วนใหญ่เป็นเพราะเล่นกับวง เพราะทุกคนทำเรื่องเล็กๆ อย่างมีพลัง ถ้าพวกเราใช้ชีวิตปกติ คงไม่มีประสบการณ์แบบนี้ใช่ไหมครับ ผมชอบความรู้สึกพิเศษของการเป็นวงดนตรี ทุกคนจะพูดว่า “ไปโตเกียวกัน!” แล้วก็ออกเดินทางเลย คนอื่นๆ ไปมหาวิทยาลัยกันตามปกติ แต่ผมอยากไปเรียนดนตรี และที่นั่นผมก็ได้ทำความรู้จักกับครูและคนอื่นๆ อีกมากมาย ผมว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้

 

คุณอยากแสดงในไลฟ์เฮ้าส์ที่โตเกียวกับวงนั้นแล้วหาต้นสังกัดหรือเปล่า

Tomoya : ผมอยาก และผมคิดว่าถ้าได้รู้จักคนที่สุดยอดไปนานๆ อนาคตคงจะมีโอกาสได้งานบ้าง ระหว่างที่ผมไปโรงเรียนดนตรี ผมทำกิจกรรมร่วมกับวง ได้แสดงไลฟ์เดือนละ 1-2 ครั้ง แต่ไม่มีใครมาดูเราเลย มันไม่ค่อยดีเท่าไร (หัวเราะ) พวกเราไม่รู้จะทำให้คนมาดูเราเพิ่มยังไง แค่เล่นดนตรีมันก็สนุกดี พวกเราก็เลยเล่นต่อไป แต่ผมเริ่มคิดว่า “เราจะทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้” และพอผมเริ่มคิดว่าฉันจะทำอย่างไรต่อไปดี วงของครูที่ผมสนิทด้วยได้แสดงกับ ONE OK ROCK ในตอนนั้น ONE OK ROCK ยังไม่มีมือกลองตัวจริง ครูผมถามว่า “มีใครในนี้เป็นมือกลองที่ดีบ้างไหม” ผมเลยได้รับการแนะนำให้แก่วง

 

นั่นเป็นครั้งแรกที่พวกคุณเจอกัน

Tomoya : ครับ แต่ผมไม่ได้ตั้งใจจะเข้าวงใหม่ เพราะผมก็มีวงที่เล่นด้วยประจำอยู่แล้ว พวกเราสนิทกันและมันก็สนุกดี ผมคิดว่าถ้าเราเล่นต่อไป โอกาสคงจะเข้ามาหาสักวันหนึ่ง แต่พอผมได้มีโอกาสเจอพวกเขาและฟังสิ่งที่พวกเขาพูด ผมคิดว่า “พวกเขามีความตั้งใจมาก!” แล้วความตั้งใจนั้นก็ส่งมาถึงผม ผมขัดแย้งกับตัวเองมากตอนที่พวกเขาเอ่ยปากชวน “พวกเราอยากเล่นกับนาย เราอยากให้นายมาร่วมวง” ผมก็ตัดสินใจเข้าวง ONE OK ROCK

 

อะไรทำให้คุณตัดสินใจแบบนั้น

Tomoya : ผมว่าคงเป็นพลังที่พวกเขาใส่ลงไปในวง “ถ้าฉันเล่นกับพวกเขา เราคงสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้” ผมว่าผมถูกดึงดูดและตัดสินใจด้วยเหตุนั้น แต่ความจริงแล้วผมก็รู้สึกขัดแย้งในตัวเองจนร้องไห้ออกมาคนเดียว

 

ฉันคิดว่าคุณเข้าวง ONE OK ROCK ด้วยความสองจิตสองใจ เพราะคุณไม่อยากทรยศเพื่อนร่วมวงที่เล่นด้วยกันมาจนถึงตอนนั้น ตอนแรกที่คุณตัดสินใจ คุณรู้สึกอย่างไร

Tomoya : เหมือนอย่างที่ผมคิดไว้เลย “คนพวกนี้มีแพสชั่น!” มี 2 คนมาจากคันไซ ผมเลยเข้ากันกับพวกเขาได้ดีตั้งแต่แรก ตอนแรกผมเข้าไปในฐานะซัพพอร์ทเมมเบอร์ แต่มันน่าทึ่งมากและผมก็เริ่มคิดว่าอยากจะเป็นสมาชิกของวงจริงๆ ผมมักจะตื่นเต้นเสมอ รู้สึกว่า “นี่คือวงที่ฉันกำลังตามหาอยู่” ทำทุกอย่างอย่างสุดพลังกับพวกเขามันสนุกมาก สิ่งสำคัญที่สุดคือบรรยากาศ ผมเข้ากับพวกเขาได้ทันที ไม่ว่าเพลงจะดีแค่ไหน แต่ถ้าบรรยากาศไม่เหมาะแล้วละก็ ผมคงคิดว่า “วงนี้ไม่ใช่ที่สำหรับฉัน”

 

ก่อนหน้านี้เราสัมภาษณ์เรียวตะ เขาบอกว่าคุณเป็นเหมือนพี่ชายคนโต เป็นคนที่เขาสามารถไปเที่ยวด้วยกันได้ เป็นคู่หูที่เขาเชื่อใจและมีจังหวะตรงกัน เขาบอกว่าต้องขอบคุณคุณที่ทำให้วงพัฒนาขึ้น

Tomoya : ผมดีใจครับ ตอนแรกทุกคนคุยกับผมอย่างสนิทสนม แต่เรียวตะไม่ใช่คนช่างพูดในตอนนั้น ที่จริงผมก็เป็นคนขี้อายนะ ครั้งแรกที่เราเจอกัน ผมก็ประหม่าอยู่เหมือนกัน แต่ทุกคนอัธยาศัยดี ทากะเลี้ยงข้าวผมเยอะเลย (หัวเราะ) วันแรกที่พบกัน พวกเขาเป็นกันเองมาก หลังแนะนำตัว “ยินดีที่ได้รู้จัก” ก็บอกว่า “ไปหาอะไรกินกันเถอะ” แต่ตอนนั้นผมไม่มีเงินเลย ต้องจ่ายค่าห้องสตูดิโอสำหรับซ้อมวง จ่ายค่าสถานที่แสดงไลฟ์ ผมเลยบัญชีติดลบ ผมเรียนดนตรีไปด้วย ทำงานพาร์ทไทม์ไปด้วย ผมไม่มีทั้งเวลาและเงิน ผมเลยบอกไปว่า “ข้าวไม่ต้องหรอก ฉันขอแค่น้ำส้มพอ” (หัวเราะ)

 

แต่ก็ช่วยไม่ได้เพราะคุณเข้าร้านไปแล้วใช่ไหม (หัวเราะ)

Tomoya : ทากะก็บอก “เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง” แล้วก็ “มีสเต็กด้วยนะ” (หัวเราะ)

 

เขาคงมองทะลุถึงปัญหาของคุณ เขาดูเป็นคนที่เก่งเรื่องแบบนี้

Tomoya : ถูกต้องเลยครับ ผมเพิ่งมารู้ตัว แต่มันต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ (หัวเราะ) ไม่รู้สิ แต่ผมคงทำหน้าประมาณว่า “หมอนี่ต้องหิวแหง” ผมมีปัญหาค่อนข้างมาก แม้แต่กับการใช้ชีวิตประจำวัน ผมมองเมนูแล้วคิดว่า “ทำไมร้านอาหารที่โตเกียวถึงแพงจัง!?” ถึงที่นั่นสเต็กจะราคาแพงที่สุด เขากลับพูดว่า “กินสเต็กไหม” ผมเลยตอบไปอย่างไม่เกรงใจ “จะดีเหรอ!? งั้นเอาตามนั้น!” ผมอิ่มเอมกับสเต็กถึงก้นบึ้งของหัวใจและดื่มน้ำผลไม้ด้วย ทากะจ่ายให้ผมหมดเลย หลังจากนั้นเราก็ไปโยนโบว์กันตามประสา กระทั่งตอนนี้ผมก็ยังเก็บแผ่นคะแนนในครั้งนั้นไว้อยู่เลย เพราะถ้าไม่ใช่เพราะวันนั้นก็คงไม่มีผมในวันนี้

 

เขาจ่ายค่าโบว์ลิ่งให้คุณด้วยหรือเปล่า

Tomoya : ผมว่าเขาจ่ายนะ แต่ผมจำไม่ได้ว่าเขาทำแบบนั้น (หัวเราะ)

 

มันอันตรายนะ ถ้าคุณไม่ระวังตัว อาจจะพลาดไปติดหนี้นอกระบบหรือโดนล่อลวงเข้าลัทธิด้วยข้างเพียงมื้อเดียวก็ได้

Tomoya : (หัวเราะ) พอมาคิดดูแล้วคุณก็พูดถูก หลังจากนั้นเราก็ลงเอยด้วยการไปบ้านทากะ เขามีกลองชุดไฟฟ้าที่เป็นแบบแผ่น เขาบอกผมว่า “เล่นสิ” ผมคิดว่า “กะทันหันไปแล้ว!” แต่ก็เล่นดู และเหมือนว่าทากะจะตัดสินใจแล้วตั้งแต่ตอนนั้น หลังจากนั้นผมก็อยู่กับทากะเกือบทุกวัน เขาพาผมไปหลายที่ แล้วก็เลี้ยงข้าวผมทุกมื้อ

 

ฉันดีใจที่คุณไปกับทากะ (หัวเราะ) มันคงไม่แปลกถ้าเขาพูดว่า “ค่าใช้จ่ายต่างๆ จนถึงตอนนี้รวมเป็นราคา 3,000,000 เยน! นายจะจ่ายคืนยังไง” แต่ในทางกลับกัน ทากะก็เป็นทากะ และเขาก็อยากให้คุณมาร่วมวงด้วยมาก

Tomoya : ใช่ครับ เราคุยกันจริงจังมากทุกวัน ทากะเล่าถึงภาพวงที่เขาคิดไว้และเป้าหมายต่างๆ ผมยังจำที่คุยกันในครั้งนั้นได้ “ตอนนี้เราจะพยายามมากขึ้น แต่เป้าหมายต่อไปคือ Zepp ทัวร์” เขาให้ผมฟังหลายเพลงและให้ผมอ่านเนื้อเพลง ผมยังจำได้ว่าเราคุยกันเรื่องเนื้อเพลงอยู่พอควรเลย

 

เนื้อเพลงของทากะดาร์คมาก โดยเฉพาะส่วนที่พูดถึงอดีต และเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธ คุณรู้สึกสงสารเขาบ้างไหม

Tomoya : ไม่ครับ สถานการณ์ที่เราโตมามันต่างกัน และแทนที่จะคิดว่าเราสองคนเหมือนกัน ผมคิดว่า “เขากำลังคิดเรื่องพวกนี้อยู่แน่ๆ” ความเข้าใจที่ผมมีต่อทากะก็เพิ่มขึ้น เนื้อเพลงเก่าๆ ของเขา สิ่งที่เขาร้องตะโกนออกมามันชัดเจนมาก ผมทำแบบนั้นไม่ได้ ผมเลยอิจฉาพวกที่ร้องแบบนั้นได้และปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกออกมากับดนตรี ดังนั้นผมเลยอยากลองตะโกนมันออกมาผ่านทางเสียงกลอง

 

นี่อาจจะเป็นคำถามที่งี่เง่านิดหน่อย แต่ทุกคนใน ONE OK ROCK มีคาแร็คเตอร์ของตัวเอง พวกเขาเคยทำงานในวงการมาก่อนตอนเด็ก คุณไม่รู้สึกสับสนหรือลังเลที่จะเข้าร่วมกับพวกเขาเหรอ

Tomoya : ไม่เลยครับ ผมเพิ่งมารู้ทีหลังนี่แหละ ผมไม่รู้ว่าโทรุกับเรียวตะก็เคยทำงานในวงการบันเทิงมาก่อน พอผมรู้ตอนหลังยังรู้สึกว่า “อ้าว จริงเหรอ” ผมไม่ได้คิดมาก่อนเลย

 

คุณเข้าร่วมกับพวกเขาอย่างราบรื่น ถือเป็นการชดใช้ค่าสเต็กกับโบว์ลิ่ง

Tomoya : (หัวเราะ) ความประทับใจแรกพบของผมกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปแล้ว หลังจากนั้นนอกจากผมจะคิดว่า “อยู่กับพวกนี้ก็สนุกดี” ผมไม่ได้คิดอะไรลุ่มลึกมากนัก มันเหมือนเป็นความฝันอย่างหนึ่ง แม้บางครั้งผมจะคิดว่า บางทีฉันอาจตัดสินใจผิดไปในตอนนั้น เพราะผมตัดสินใจด้วยความอยากรู้อยากลองเสียมากกว่า แต่ผมก็ดีใจที่ได้มาโตเกียว ผมคิดว่าทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี อาจจะพูดได้ว่ามันเป็นโชคชะตาเลยด้วยซ้ำ ผมคิดว่าเพราะทุกอย่างมันซ้อนทับกัน ผมเลยได้มาอยู่ตรงจุดนี้

 

ในเรื่องเทคนิค ฉันคิดว่าคุณคงจะเก่งที่สุดในวงแล้วตอนแรก ครั้งแรกที่ฉันดูการแสดงสดของพวกคุณ ฉันคิดว่าพวกเขามีมือกลองที่ดี และพอฉันได้ฟังตอนซ้อมก็รู้สึกว่าซาวน์มันสุดยอดมาก ฉันรู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งและประสิทธิภาพของมือกลอง คุณคิดว่าอย่างไร

Tomoya : ผมไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลยสักนิด คุณอาจจะเรียกมันว่าเป็นความสับสนของผมในฐานะมือกลองก็ได้ แต่ผมคิดว่า “ฉันทำตรงนี้ไม่ดี ตรงนี้ด้วย” มีบางครั้งที่ผมดูคนอื่นตีกลองแล้วรู้สึกโมโหขึ้นมา ทากะเคยบอกผมให้ “ควบคุมเครื่องดนตรี” แต่ความสามารถของผมในตอนนี้ ผมไม่คิดว่าจะทำแบบนั้นได้เลย ผมคิดว่าสไตล์การตีกลองผมเปลี่ยนไปอย่างมากหลังเจอทากะ ทากะฟังผมเล่นเยอะมาก และความสัมพันธ์ระหว่างมือกลองกับนักร้องก็มีความสำคัญพอๆ กับความสัมพันธ์ระหว่างมือกลองและมือเบส ผมเองก็ฟังทากะร้องบ่อยเหมือนกัน แต่เวลาเขาฟังผม เขาตั้งใจมาก เขาจะพูดส่วนที่แม้แต่ผมเองยังสังเกตไม่เห็น ผมคิดว่าผมได้รับอิทธิพลหลายอย่างจากทากะทำให้ผมพัฒนาต่อไปได้ อาจจะมากกว่ามือกลองเก่งๆ ทั้งหลายเสียอีก ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าผมเป็นคนเก่ง

 

ฉันคิดว่ากลองของคุณมีอารมณ์อเมริกันร็อคในตัว ทั้งความทุ้มและหนักของเสียง คุณบอกว่าคุณได้รับอิทธิพลมาจาก J-pop และ J-rock ต่อมาก็ Hi-STANDARD ใช่ไหม หรือนั่นก็เป็นอิทธิพลจากทากะด้วยเหมือนกัน

Tomoya : เป็นเรื่องสำคัญทีเดียวครับ สไตล์การเล่นของผมก็เริ่มใกล้เคียงกับวงมากขึ้น ตอนแรกฟอร์มของผม ระดับเสียงที่เล่นมันต่างจากนี้มาก พื้นฐานที่ผมฝึกมายังคงอยู่ แต่ผมพัฒนาและต่อยอดมันหลังจากผมเข้าวงมา แม้แต่ตอนนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น มันมีบางอย่างที่เหมือนกับ “ตัวตนของผมในวง” และผมก็คิดว่า “ถ้าฉันแปลกแยกออกมาจากวง ฉันจะยังอยู่ในวงไหม” (หัวเราะ) วงนี้เป็นที่ๆ ผมสามารถแสดงตัวตนออกมาได้ 100% และถ้าผมออกจากวง ผมก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อไปแล้ว

 

เป็นเรื่องดีนะ มันน่าทึ่งที่คุณพูดแบบนั้นออกมาได้

Tomoya : ผมอยากตีกลองอยู่ข้างหลังพวกเขา กลองที่ทากะร้องด้วยและสามารถร้องด้วยความรู้สึกดีๆ 100% นั่นเป็นกลองในอุดมคติของผม

 

พวกเราได้ฟังเรื่องราวของทากะและเรียวตะแล้ว หลังจากอเล็กซ์ออกจากวงไปก็เหลือกันแค่ 4 คน และนี่คือสิ่งที่เหนี่ยวรั้งพวกคุณไว้ด้วยกัน ช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่าคุณคิดและรู้สึกว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปเมื่อสมาชิกเหลือกันแค่ 4 คน

Tomoya : ก่อนหน้านี้เรามีกัน 5 คน และผมก็รู้สึกว่าตัวเองแบกรับภาระ 1/5 ของทั้งหมด แต่พอเหลือกัน 4 คนแล้ว พวกเราก็ต้องแบกรับความรับผิดชอบมากขึ้น ผมคิดบ่อยๆ ว่า “ในฐานะมือกลองของวง ฉันควรทำอย่างไร” จากนั้นผมก็เริ่มเล่น 2 กระเดื่อง เรียวหันมาใช้เบส 5 สาย พวกเราทดลองอะไรหลายอย่างเพื่อมาชดเชยส่วนที่ขาดไป และมันก็เป็นโอกาสที่จะพัฒนาวง หลังจากพวกเราเหลือ 4 คน พวกเราทำอะไรแบบนี้เยอะมากครับ

 

คุณก็ทำในสิ่งที่คุณทำได้

Tomoya : ครับ ใช่แล้วครับ

 

ในขณะเดียวกัน คุณก็คงเห็นผลลัพธ์ของตัวเองด้วย ทำให้ตระหนักถึงการพัฒนาและเติบโตขึ้น คุณคิดว่าอย่างไร

Tomoya : แน่นอนว่าแค่พวกเรามีทัวร์แรกหลังจากที่ปล่อยให้แฟนๆ รอคอยก็ทำให้ผมมีความสุขมากแล้ว นั่นเป็นสาเหตุที่ทำไมผมถึงพยายามอย่างหนัก ผมรู้ว่าผมกำลังพัฒนา แต่ไม่ใช่ว่าผลลัพธ์จะได้ 100% แม้ผมจะเล่นมาเป็นปีแล้วก็ตาม ระหว่างอัดเสียง มีบ้างที่ผมรู้สึกว่า “ส่วนนี้มันออกมาแบบนี้เหรอ” แล้วก็เสียใจ แต่การแสดงสดมันมีแค่ทำได้หรือทำพังไปเลย ถึงแม้จะสนุกมากแค่ไหน แต่ผมก็ไม่ได้คะแนนเต็ม ในทางกลับกัน ถ้าเราพยายามที่จะทำให้ได้คะแนนเต็ม มันก็จะไม่สนุก และถ้าเราไม่ไล่ตามและทำให้มากขึ้น มันก็จะแข็งทื่อ

 

ประกอบกับสิ่งแรกที่คุณบอกพวกเราคือคุณจะมองให้ไกลในทุกเรื่องที่คุณทำ

Tomoya : ผมเกลียดความพ่ายแพ้จริงๆ ครับ (หัวเราะ) มันเชื่อมโยงกับนิสัยรักความสมบูรณ์แบบของผม แต่ผมก็อยากทำให้ถึงที่สุด เพราะผมเกลียดความพ่ายแพ้ เหมือนกับว่า ถ้าผมเริ่มทำแล้ว ผมก็อยากเอาชนะคนที่เก่งที่สุดในด้านนั้นๆ ผมไม่อยากแพ้ แต่ถ้าผมแพ้ ผมก็จะโกรธและไม่พูดไม่จา

 

ฮ่าๆๆ คุณเป็นประเภทแพ้แล้วพาลเหรอ

Tomoya : (หัวเราะ) ก็แค่ตอนนี้น่ะครับ ผมไม่อยากแพ้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม แต่สิ่งที่ผมคิดเกี่ยวกับกลองก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ผมเริ่มมองผู้คนด้วยสายตาที่ว่า “คนๆ นี้สุดยอดจริงๆ” และรู้สึกชื่นชมจากใจจริง แต่เมื่อก่อนถ้าคนพวกนั้นเหนือกว่าผม แทนที่จะคิดว่า “มันสุดยอด” ผมจะโมโหมากกว่า

 

เพราะคุณไม่ได้มองจากพื้นฐานของการตีกลอง แต่คุณมองจากพื้นฐานของตัวคุณเองใช่ไหม

Tomoya : ครับ การดูแล้วคิดว่า “ฉันมันห่วย” เป็นเรื่องที่แย่ แต่ตอนนี้ผมคิดว่ามันดี เหมือนกับว่า “ฉันควรศึกษาวิธีการเล่นของคนนี้ให้มากแล้วซึมซับมัน” กลายเป็นความคิดในแง่บวกที่ชัดเจนขึ้น ผมสามารถมองพวกเขาด้วยความนับถือได้

 

คุณคิดว่าอะไรทำให้คุณคิดแบบนั้นได้

Tomoya : ผมคิดว่าเพราะผมมีความมั่นใจมากขึ้นกว่าแต่ก่อนอีกหน่อย ผมคิดว่าเพราะผมไม่มีความมั่นใจเลยมองคนอื่นแล้วพลอยคิด “ฉันมันห่วยใช่ไหม” แต่พอถึงระดับหนึ่ง สิ่งที่สะสมมาค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในตัวผม เลยสามารถมองสิ่งต่างๆ ในแง่ดีและซึมซับอะไรๆ ได้มากขึ้น

 

อาจเป็นเพราะคุณเป็นคนละเอียดอ่อนและซื่อตรง เลยทำให้เสียงกลองของคุณมีชีวิตชีวา

Tomoya : ผมไม่แน่ใจ แต่เวลาที่ผมตีกลองเป็นช่วงเวลาที่ผมได้แสดงความเป็นตัวตนออกมาได้มากที่สุด ผมสามารถซื่อตรงกับตัวเอง นั่นคงเป็นสาเหตุที่ผมยังคงอยากเล่นกับคนที่ผมนับถือต่อไป

 

นั่นเป็นความฝันสูงสุดของคุณเหรอ

Tomoya : ใช่ครับ เล่นด้วยกันให้สนุกที่สุด ไม่ใช่แค่สนุกธรรมดา ผมคิดว่าคนทั่วไปคงไม่สามารถแชร์ความรู้สึกแบบนี้ที่ทัวร์ได้ ผมคงจะมีความสุขมากถ้าได้ทำแบบนั้น ส่วนตัวแล้ว การเล่นกับสมาชิกในวงถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว

 

พวกคุณได้โชว์ความเป็นวงแก่สายตาชาวโลก ฉันว่าในการแข่งขันนี้ พวกคุณอยู่ขั้นนั้นแล้ว ฉันคิดว่ากลองของคุณจะเป็นอาวุธสำคัญ

Tomoya : ขอบคุณครับ!

 

ฉันแอบกดดันคุณ (หัวเราะ) แต่เรื่องสัญชาตญาณก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับดนตรี และมันจะดึงดูดผู้คนหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเสียงๆ เดียว ฉันคิดว่ากลองของคุณทำแบบนั้นได้ และมันก็เป็นเรื่องสำคัญ

Tomoya : คุณพูดถูก ผมจะต้องพยายามมากขึ้น นั่นกดดันผมมากเลยนะ (หัวเราะ) แต่ผมไม่คิดว่ามันเกี่ยวกับเรื่องเก่งหรือไม่เก่ง แน่นอนว่าเรื่องเทคนิคก็สำคัญ แต่ผมว่าการเข้าถึงจิตใจผู้คน เรื่องอารมณ์ความรู้สึกก็สำคัญ มันต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ กลองเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

 

ใช่ มันเป็นเครื่องดนตรีที่สื่อสารกับความรู้สึกมนุษย์

Tomoya : ยิ่งผมรู้มากเท่าไร ก็อยากพยายามมากขึ้นเท่านั้น

 

ฉันคิดว่าคุณจะทำได้ สุดท้ายแล้ว ฉันอยากให้คุณพูดถึงสมาชิกคนอื่นหน่อย เริ่มจากคนแรก เรียวตะเป็นคนอย่างไร ฉันได้ยินมาว่าคุณสองคนเป็นเหมือนพี่น้องกัน

Tomoya : ในบรรดาสมาชิกวง ผมใช้เวลากับเรียวตะมากที่สุด (หัวเราะ) ผมบอกเขาเรื่องงานอดิเรกและทุกอย่างที่ผมชอบ แล้วเรียวตะก็บอกผมว่าเขาชอบอะไร ทั้งเวลาส่วนตัวและตอนทำงาน เขาเป็นเหมือนพี่น้องของผม เขาเข้าใจผมและผมรู้สึกสบายใจที่สุดเวลาอยู่กับเขา แต่เขาเองก็พยายามอย่างมากจนเป็นแรงบันดาลใจให้ผม พวกเราได้แต่งเพลงด้วยกัน 2-3 เพลง และช่วงที่เราไปสตูดิโอหรือแสดงสด เหมือนเราสองคนเข้าใจกัน อาจจะดูแปลกที่ผมพูดแบบนี้ แต่ผมคิดว่าเราเป็นคู่ให้จังหวะที่ดี (หัวเราะ) ผมมักจะพูดเสมอว่าเราสองคนจะเป็นคนให้จังหวะที่แข็งแกร่งที่สุด ผมตั้งใจไว้อย่างนั้นและจะพยายามให้ดีที่สุด

 

แล้วโทรุล่ะ

Tomoya : เขาดูงงๆ อย่างที่เห็น แต่เขาช่วยเหลือวงมากที่สุดและเขามีพลังที่จะเป็นผู้นำให้ทุกคนเมื่อถึงเวลา โดยเฉพาะตอนที่อเล็กซ์ออกไป เขามั่นคงมาก ตอนนั้นผมคิดว่า เขาสุดยอดอย่างที่คิดเลย และเขาก็ต้องรับผิดชอบอะไรมากกว่าคนอื่น

 

ทุกคนในวงสนิทกัน แต่บางครั้งขัดแย้งกันบ้างก็ดี ความสมดุลระหว่างความเป็นเพื่อนและความขัดแย้งก็ไม่เลว

Tomoya : ใช่ครับ พวกเราก็บ้าบอกันไป แต่พอถึงเวลาจริงจัง พวกเราก็ตั้งใจนะ ผมไม่มีอะไรแบบนั้นหรอก แต่ก็มีบางครั้งที่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะแตกหักกัน ไม่รู้สิ (หัวเราะ)

 

คุณไม่มีจริงเหรอ

Tomoya : ไม่ ไม่มีเลยครับ (หัวเราะ)

 

แล้วทากะเป็นอย่างไร

Tomoya : ผมก็เพิ่งมานึกดูไม่นานนี้ เขาเป็นคนเบิกเส้นทางสู่การเป็นมือกลองให้กับผม เขาเป็นคนที่ผมนับถือมากที่สุด และผมคิดว่าเขาเป็นนักร้องนำที่ยอดเยี่ยม

 

พวกคุณยังคุยกันในเรื่องต่างๆ อยู่ไหม

Tomoya : เราไม่ค่อยได้คุยกัน แต่เวลาดูไลฟ์ เราจะพูดว่า “ทำแบบนี้บ้างไหม” เวลาเขาร้องเพลงแล้วเอนหัวนิดหนึ่ง ผมจะคิดว่า “เมื่อกี้ฉันควรทำแบบนี้มากกว่าหรือเปล่า” เป็นเพราะว่าเขามองเห็นและเชื่อใจผม เราถึงพูดแบบนั้นด้วยกันได้ ผมเลยอยากตอบแทนเขา

 

หลังจากสัมภาษณ์จบแล้ว ลองย้อนกลับไปคิดดูอีกที คุณคิดว่าคุณเป็นคนอย่างไร

Tomoya : ผมคิดว่าผมเป็นคนที่มีความสุข ผมมีความสุขมากที่ได้เจอเมมเบอร์ดีๆ และมีชีวิตที่สนุก ใช่ครับ ผมดีใจจริงๆ ที่ผมมาตีกลอง (หัวเราะ)

 

 __________________________________

thanks : ryeon.tumblr

Advertisements

One thought on “【แปล】 บทสัมภาษณ์โทโมยะ Musica September 2012

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s