jinsei game

【OOR fic】 Jinsei Game : Chapter 2

 jg

 

 

คำแนะนำ : กรุณากดฟังไฟล์เสียงทุกครั้งเพื่ออรรถรส

 

 

 

♣  Previous chapter  →   Prologue + Chapter 1

 

_____________________________

 

ตอนที่ 2

 

 

ทั้งสี่คนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครเปล่งเสียงใดๆ ออกมา ทุกคนกระวนกระวาย อึดอัดราวกับมีคนมาดูดออกซิเจนออกไปจากปอด หยาดเหงื่อผุดขึ้นบนใบหน้าของมือเบส ดวงตาจ้องมองมองไปในอากาศที่ว่างเปล่า เหมือนสมองหยุดทำงานไปชั่วขณะหนึ่ง ใบหน้าของทากะไม่ปรากฏอารมณ์ใด หากเขากำลังกลัว เขาก็เก็บมันไว้ได้ดี ส่วนโทรุยืนนิ่ง มือทั้งสองข้างที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงสั่นไหวโดยไม่รู้ตัว แม้เขาจะไม่แสดงท่าทีหวาดหวั่น แต่ร่างกายก็ยากที่จะโกหก โทโมยะอ้าปากค้างจ้องจอโทรทัศน์ที่ดับไป เขาตกใจจนเผลอทำค้อนหลุดมือ

“นี่มันเรื่องบ้าบออะไร ใครมาเล่นตลกแบบนี้” โทรุพูดขึ้นมาในที่สุด

ไม่มีใครให้คำตอบ

“รายการทีวีพวกนั้นหรือเปล่า ที่ชอบตั้งกล้องแกล้งดารา” ทากะนึกขึ้นได้ สิ่งที่เขาพูดดูมีเหตุผลทำให้โทโมยะพยักหน้าเห็นด้วย

“ก็ไม่แน่” เรียวตะนึกถึงความเป็นไปได้ ไม่น่ามีอะไรอธิบายเหตุการณ์แปลกประหลาดนี่ได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว เขาจึงไม่วายเห็นพ้องไปกับทุกคน

“งั้นก็ไม่ต้องห่วง ไม่มีใครหลอกเราได้แน่!” โทโมยะพูดขึ้นอย่างนึกสนุก ถ้าเป็นรายการโทรทัศน์พวกนั้น เขาดูมาเยอะแล้ว มุกตลกเก่าๆ เหล่านั้นใช้ไม่ได้ผลกับเขาอย่างแน่นอน

หัวหน้าวงขมวดคิ้ว ถึงเขาจะไม่เห็นด้วยเสียทั้งหมดแต่เขาก็ยังหาคำอธิบายที่ดีกว่านี้ไม่ได้

“งั้นฉันต้องไปแต่งตัวเท่ๆ ไหม ออกรายการทั้งที” เรียวตะยกมือขึ้นมาทำท่าเก๊กหล่อ

“แกไม่หล่อไปกว่านี้หรอก ฮ่าๆๆๆ”

บรรยากาศลดความตึงเครียดลงเมื่อถูกเติมด้วยเสียงหัวเราะ อีกไม่นานคงมีคนปรากฏตัวขึ้นแล้วพูดว่า “เซอร์ไพรส์! พวกเราคือรายการสับขาหลอก!” แล้วทุกอย่างก็จะกลับไปเป็นปกติ

ลังเลอยู่นานสองนาน เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก ทุกคนจึงตัดสินใจแยกย้ายไปพักผ่อน โทรุเดินรั้งอยู่เป็นคนสุดท้าย เขาหันหลังกลับไปจ้องหน้าจอโทรทัศน์ที่สร้างความหวาดผวาแก่ทุกคนเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา ตอนนี้มันกลับกลายเป็นแค่โทรทัศน์ธรรมดาๆ เครื่องหนึ่ง เขาปรายตามองรอบห้องอีกครั้งก่อนจะหันแผ่นหลังแล้วก้าวเท้าออกไป

 

 

485

 

“เหวอออออ!!”

โทรศัพท์มือถือลอยทะยานในอากาศไปกระทบขอบเตียงแล้วกระเด้งกลับลงมาอีก 2 รอบจึงหยุดลง

“หัวใจจะวาย! เกมบ้าอะไรหลอนชะมัด” โทโมยะโวยวายกับตัวเอง เขาพักหายใจแล้วเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือกลับมาพิจารณาดูความเสียหาย พอพบว่าไม่มีร่องรอยการบาดเจ็บ เขาจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก เขายอมแพ้กับเกมแล้วเปลี่ยนใจไปทำอย่างอื่นแทน โทโมยะกดเปิดแอพพลิเคชั่นรูปกล้องสีน้ำตาลขึ้นมาตามความเคยชิน

“หืม” โทโมยะเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นข้อความหน้าจอโชว์ว่า No internet connection เขาลองรีเฟรชอีกครั้งแต่ผลก็ออกมาเหมือนเดิม สายตาเลื่อนไปมองแถบสัญญาณในทันที

 

20111117100619

 

“อ้าว” โทโมยะเกาหัวแกรกๆ เอียงหัวด้วยความแปลกใจ แต่เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เขาเลยวิ่งหลุนๆ ออกจากห้อง ชูโทรศัพท์มือถือขึ้นเหนือหัวแล้วหมุนตัวไปรอบๆ

“ทำอะไรของแก” โทรุเดินผ่านมาเห็นแล้วทำสีหน้าชิงชัง มองเพื่อนร่วมวงแสดงพฤติกรรมแปลกๆ แล้วอดคิดไม่ได้ว่าบางทีหมอนี่อาจต้องการพบแพทย์

“อ้อ พอดีเลย โทรศัพท์นายมีสัญญาณไหม” โทโมยะหันไปถาม

โทรุล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วดึงโทรศัพท์มือถือออกมา เขาใช้นิ้วจิ้มสองสามทีแล้วเบะปาก

“ไม่มี”

โทโมยะทำหน้าสงสัย

“แปลกจัง”

 

 

 

เวลาของมื้อเย็นมาถึง ทุกคนนั่งพร้อมหน้ากันที่โต๊ะอาหาร หน้าที่พ่อครัวตกเป็นของนักร้องนำอีกตามเคย ไม่มีใครคับข้องใจอะไร เพราะหากเป็นฝีมือการทำอาหารของคนอื่น (โดยเฉพาะหัวหน้าวง) แล้วล่ะก็ พวกเขาไม่แน่ใจว่าจะยังมีชีวิตรอดอยู่ต่อไปไหม

ในตู้เย็นมีวัตถุดิบไม่มาก ทำให้ทากะไม่มีตัวเลือกมากนัก เขาโยนทุกอย่างลงไปในกระทะส่งผลให้เกิดเสียงฟู่ดังออกมา กลิ่นหอมหวนโชยมากระทบจมูกของเพื่อนร่วมวง กระตุ้นให้น้ำย่อยทำงานจนท้องเรียวตะส่งเสียงร้องโครกครากสร้างเสียงหัวเราะให้กับทุกคน

อดทนรอไม่กี่อึดใจ อาหารก็มาเสิร์ฟอยู่ตรงหน้า

“กินแล้วนะคร้าบ” โทโมยะเอามือสองข้างมาประจบกันตรงหน้าในท่าพนมมือ จากนั้นก็จัดการกับเหยื่ออันโอชะอย่างไม่รอช้า

ทุกคนต่างง่วนกับอาหารในจานจนแทบไม่ได้ยินเสียงบทสนทนาดังออกมาจากห้องอาหาร มีเพียงเสียงช้อนส้อมกระทบจานดังออกมาเป็นระยะ ถ้าไม่ใช่เพราะฝีมือทำอาหารชั้นเลิศของทากะ พวกเขาก็คงหิวกันมากทีเดียว

 

 

มือที่ถือช้อนของโทรุค้างอยู่กลางอากาศ

“มีอะไรเหรอ” พอเห็นโทรุหยุดกินไปดื้อๆ เรียวตะเลยถามขึ้นทั้งที่ปากยังเคี้ยวอาหารอยู่

“ได้ยินเสียงอะไรไหม” มือเบสหยุดฟังเพียงเสี้ยววินาที แต่พอไม่ได้ยินอะไรก็ส่ายหัวแล้วกลับไปเคี้ยวต่อ

“นอกจากเสียงท้องร้องของเรียวตะเมื่อกี้ ฉันก็ไม่ได้ยินอะไรเลยนะ” โทโมยะเล็งเนื้อชิ้นใหญ่ที่นอนรออยู่ตรงหน้าแล้วใช้มีดจิ้มลงไปอย่างรวดเร็ว น้ำซอสที่ราดอยู่กระเด็นไปถูกทากะ เขารู้สึกว่าโดนสายตาอาฆาตจ้องอยู่

“อย่าให้ถึงตาแกบ้างล่ะ” เรียวตะย้อนกลับ

โทรุลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะวางช้อนลง เขาแน่ใจว่าหูตัวเองไม่ฝาดแน่

“เดี๋ยวฉันเดินไปดูเอง” โทรุลุกออกจากเก้าอี้แล้วเดินไปยังทิศทางที่คิดว่าเป็นต้นกำเนิดเสียงโดยมีสายตาทากะมองตามหลังไป

 

 

โทรุเดินกลับมาที่โต๊ะพร้อมของบางอย่างในมือ

“นั่นอะไร” ทุกคนหันไปมองหลังเรียวตะส่งเสียงถาม โทรุชูหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาด้วยเพียงมือข้างเดียว

“บี…ไอ…บี…แอล…อี…” เรียวตะสะกดตัวหนังสือบนหน้าปก “ไบเบิ้ล”

“ไบเบิ้ล?” โทโมยะทวนคำพูดเรียวตะด้วยความไม่เข้าใจนัก “ส่งผิดบ้านหรือเปล่า”

“ฉันไม่ได้เคร่งศาสนาเท่าไร” โทรุยักไหล่แล้ววางหนังสือลงบนโต๊ะ

“ฉันก็ไม่” โทโมยะเสริม “แล้วฉันก็ไม่ได้นับถือคริสต์ด้วย”

ทากะเหลือบมองตัวอักษรสีทองบนหน้าปกแวบหนึ่ง หลังจากนั้นทุกคนก็หันกลับไปสนใจกับมื้อเย็นต่อ

 

 

 

 

“อุ๊บ…โอ้กกกกก” โทโมยะนั่งกอดโถชักโครก เขาใช้มือปาดคราบเปื้อนที่มุมปากแล้วเดินไปยังอ่างล้างหน้า มือกุมอยู่ที่ท้องอย่างไร้เรี่ยวแรง เขารู้สึกปั่นป่วนไปหมด

“สงสัยอาหารเป็นพิษซะแล้ว” มือกลองเอาผ้าขนหนูผืนเล็กขึ้นมาเช็ดหน้า มองสภาพตัวเองในกระจกก่อนจะส่ายหน้าแล้วเดินกลับไปที่เตียงนอน

เขาเหลือบไปมองนาฬิกาบนโต๊ะข้างเตียง

03.13 น.

ดึกมากแล้ว เขานึกก่อนจะซุกตัวเข้าไปในผ้าห่มแล้วหลับตาลง

 

 

  

แสงอาทิตย์สะท้อนเข้ามาทางหน้าต่างบานใหญ่ ดวงอาทิตย์กำลังเคลื่อนตัวขึ้นจนเกือบจะทำมุมตั้งฉากกับพื้นโลก นี่ก็เลยเวลาอาหารเช้ามานานแล้ว

“โทโมยะไปไหน” เรียวตะถามเมื่อยังไม่เห็นวี่แววของเพื่อนสนิท

“นอนอยู่มั้ง” ทากะตอบ ในมือวุ่นอยู่กับโทรศัพท์มือถือ เขาดูหงุดหงิด

“ฉันขึ้นไปดูหน่อยแล้วกัน”

ทากะตบมือถือสองสามทีแล้วจับตัวเครื่องเขย่าดู

“ทำอย่างนั้นก็ไม่ช่วยอะไรหรอก” โทรุเงยหน้าขึ้นมาจากนิตยสารดนตรีแล้วเปรยตามองคนอารมณ์ร้อน

“รู้น่า” ทากะหันมาโต้ก่อนจะกลับไปเขย่าโทรศัพท์มือถือต่อ

 

เรียวตะขึ้นบันไดแล้วเดินเลี้ยวมาหยุดอยู่หน้าห้องโทโมยะ

ก๊อกๆๆ

“โทโมยะ! ตื่นได้แล้ว!” เรียวตะตะโกนผ่านบานประตูเข้าไปแล้วหยุดรอ ในไม่ช้าก็มีเสียงตอบกลับมา

“อู้แอ้ว” เรียวตะเลิกคิ้วทำหน้างง สงสัยยังไม่ตื่นดี เสียงถึงอู้อี้แบบนั้น

“ฉันเข้าไปนะ” เรียวตะบิดลูกบิดประตูแล้วพบว่าห้องไม่ได้ล็อค เขาเดินเข้าไปด้านใน

โทโมยะกำลังลุกขึ้นจากเตียง เขาหย่อนขาลงบนพื้นแล้วตั้งตัวให้ยืนขึ้น

ตุบ!

“เฮ้” เรียวตะรีบวิ่งไปประคองคนที่กำลังล้มไว้ทันเวลา “เป็นอะไรหรือเปล่า”

“เมื่ออืน…..อาอาร….เอ็นพิษ สงสัยอัง…..เพลียๆ อยู่” เรียวตะขมวดคิ้ว

“แล้วทำไมเสียงนายเป็นแบบนั้น” เขาพยุงโทโมยะนอนลงบนเตียงตามเดิม โทโมยะพยายามเลิกเปลือกตาขึ้นแต่ก็ไม่สำเร็จ เขาเลยดูเหมือนคนครึ่งหลับครึ่งตื่น

“เป็นหนักนะเนี่ย” เรียวตะพูดอย่างเป็นกังวล “เดี๋ยวฉันไปหายามาให้”

 

เรียวตะเดินไปยังห้องข้างๆ เขารูดซิปค้นกระเป๋าเดินทางของตัวเอง เมื่อมือควานเจอของที่เขาต้องการจึงหยิบมันขึ้นมาแล้วรีบเดินกลับไปหาคนป่วยที่กำลังรออยู่

“มาแล้…….เฮ้ย!” ซองยาจำนวนมากหลุดออกจากมือ

“แค่กๆๆ” มุมปากโทโมยะมีน้ำลาย เขาไอจนตัวโยนด้วยความทรมาน น้ำลายกองอยู่ในปาก มันไหลออกมาตามจังหวะการไอ บางส่วนผุดออกมาเป็นฟองที่ด้านข้าง เขากำลังสำลัก

เรียวตะรีบพุ่งเข้าไปหา เขาดึงหมอนออกพลางจับหน้าโทโมยะตะแคงไปด้านข้าง

“มีอะไรกัน” โทรุโผล่มาที่หน้าประตูพอดี เขาก้มหยิบซองยาจากพื้นขึ้นมาพลิกดู ทากะเดินตามหลังมาไม่ห่าง

“โทโมยะเป็นอะไรไม่รู้!” เรียวตะตอบเพื่อนที่เพิ่งมาใหม่

โทรุเงยหน้าขึ้นมาจากซองยา ม่านตาขยายขึ้นเมื่อเห็นโทโมยะ

“เรียกรถพยาบาล!” โทรุหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเบอร์แล้วต่อสายในทันที เขาเอาโทรศัพท์แนบหูแล้วชักสีหน้า พอนึกได้ว่าโทรศัพท์ไม่มีสัญญาณก็สบถออกมาแล้ว

“เอาไงดี” เรียวตะหันมาถาม

ความกดดันตกไปอยู่ที่หัวหน้าวง โทโมยะต้องการหมอ หรือยา หรืออะไรก็ตามที่จะทำให้เขาดีขึ้น ไม่ใช่มาติดแหง่กอยู่ในบ้านที่ไม่มีอะไรเลยแบบนี้

 

 

เสียงสัญญาณเตือนภัยดังระงมทั่วบ้าน ตามมาด้วยเสียงประกาศของชายปริศนา เรียวตะไม่ได้ยินอะไรนอกจากประโยคสุดท้าย

 

Find a syringe.

Help your friend.

 

เสียงเล่นวนซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น 

ใบหน้าของมือเบสซีดเผือด มองเพื่อนที่นอนนิ่งอยู่ด้านหน้า “ถ้าจะล้อเล่น นี่มันก็เกินไปแล้วนะ!!!” เขาระเบิดใส่เพดานห้องอย่างเดือดดาล เส้นเลือดเต้นตุบๆ บนใบหน้า

โทรุและทากะมองเพื่อนทั้งสองตรงหน้า เหงื่อผุดขึ้นมาจากรูขุมขน ภายในร้อนรุ่ม แม้อุณหภูมิด้านนอกจะเป็นเลขตัวเดียวก็ตาม

“เข็มฉีดยา” ทากะพูดขึ้น เรียกสติโทรุกลับมาสู่ปัจจุบัน ทั้งสองมองหน้ากัน

“แยกกัน!” โทรุตะโกนสั่ง เรียวตะได้ยินดังนั้นจึงผุดลุกขึ้นมาทันที เขากระวนกระวายจนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว โทรุยกมือขึ้นห้ามไว้ “ต้องมีคนอยู่กับโทโมยะ” เขาพูด เรียวตะกัดฟันแล้วนั่งลงที่เดิม

“ไป!”

ทากะกับโทรุแยกย้ายกันไปคนละทาง

 

 

โทรุเดินลงมาชั้นล่าง เขาตัดสินใจเริ่มจากห้องนั่งเล่น เขามองหาบนโต๊ะ ค้นลงไปตามซอกโซฟา แหวกม่านเปิดดู เอานิ้วสัมผัสไล่ไปตามขอบหน้าต่าง ดวงตาอันเฉียบแหลมมองลึกเข้าไปในแจกัน เขายกเครื่องแก้วขึ้นส่องดูแต่ก็ไม่พบอะไรที่หน้าตาคล้ายเข็มฉีดยาเลย เขาจิ๊ปากอย่างไม่สบอารมณ์

ทากะหยุดอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าของมือกีตาร์ เขาเปิดมันออกแล้วพบเสื้อผ้าจำนวนมาก ทากะพึมพำขอโทษแล้วควานลงไปในกองชุดชั้นในของเพื่อนสนิท แต่เขาก็ต้องพบกับความผิดหวัง ไม่มีสิ่งที่เขากำลังตามหาอยู่ เขาค้นใต้หมอน เลิกผ้าห่มขึ้นมาดูแล้วก้มลงไปใต้เตียง แต่ก็ไร้วี่แวว ทากะหันไปเปิดลิ้นชักที่โต๊ะข้างเตียง เขาพบกุญแจมือคู่หนึ่ง ทากะรู้ว่ามันเป็นงานอดิเรกแปลกๆ ของเพื่อนตัวเอง

โทรุเปิดตามตู้ชั้นลอยในห้องครัว เครื่องครัวซ้อนกันเป็นตั้งๆ วัตถุดิบและเครื่องปรุงเรียงรายอยู่ด้านใน ไม่มีอะไรนอกจากอุปกรณ์สำหรับประกอบอาหารเท่านั้น เขาเปิดดูตามตู้ด้านล่าง ค้นใต้อ่างล้างจาน หรือแม้กระทั่งในเตาไมโครเวฟ เขาเผลอคิดแวบหนึ่งว่ามันอาจจะอยู่ในถังแก๊ส แต่ก็เขาก็ส่ายหน้าแล้วหยุดความคิดตัวเองไว้แค่นั้น มือของโทรุเอื้อมไปเปิดประตูตู้เย็น ความเย็นลอยมากระทบใบหน้า ภายในแทบไม่มีอะไรเลยนอกจากอาหารกระป๋อง ช่องแช่แข็งก็มีเพียงน้ำที่กำลังแข็งตัวอยู่ในถาดทำน้ำแข็ง โทรุกระแทกประตูตู้เย็นปิดอย่างแรงจนตัวเครื่องสั่นสะเทือน เขาไม่มีเวลาทั้งชีวิตหรอกนะ เขาคิดอย่างหงุดหงิด

ทากะหยิบกรอบรูปที่มีภาพถ่ายเรียวตะและสัตว์เลี้ยงของเขาขึ้นมาดู เขาพลิกด้านหลัง มีข้อความเขียนไว้ว่า “Ryota & Betty” พร้อมด้วยรูปหัวใจข้างๆ หนึ่งดวง เขาวางมันลงที่เดิม

โทรุกำลังก้มมองใต้โต๊ะกินข้าว สายตาหลุกหลิกมองไปทั่วๆ เมื่อไม่พบอะไรเขาจึงลุกขึ้นมาอย่างไม่ทันระวังจนศีรษะกระแทกกับขอบโต๊ะ หนังสือที่วางไว้ด้านบนหล่นลงมาแล้วเปิดกางออก เขาได้ยินเสียงเข็มนาฬิกากระดิกผ่านไปราวกับระเบิดเวลา โทรุใช้มือข้างหนึ่งลูบศีรษะบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บแล้วรีบวิ่งขึ้นไปสมทบกับอีกฝ่าย

ทากะมองไปรอบๆ ห้องตัวเอง เปิดดูหลังกรอบรูปบนฝาผนัง ยกโคมไฟตั้งโต๊ะขึ้นมามองด้านใต้ ทากะใช้มือซ้ายลูบไปตามขอบโต๊ะ สัมผัสผิวไม้เรียบลื่น เขาส่ายหน้าคิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรไร้สาระ มือข้างเดิมเลื่อนไปหยุดที่มือจับลิ้นชักแล้วเปิดมันออกมา

 

“นั่นมัน…”

 

 

ทากะวิ่งกลับมาเจอโทรุที่กำลังกระหืดกระหอบมาถึงบันไดขั้นสุดท้ายพอดี มือกีตาร์มองเข็มฉีดยาในมือของอีกฝ่ายแล้วสบตากันก่อนจะวิ่งเข้าไปหาโทโมยะ

“มาแล้ว!” เรียวตะรีบหลีกทางให้กับทากะ โทโมยะแทบไม่มีเรี่ยวแรงแล้วในตอนนี้

ทากะสูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่งแล้วปักเข็มฉีดยาลงไปบนเส้นเลือดแขนที่มองเห็นได้ชัดเจนจากการตีกลองอย่างหนักหน่วงของเพื่อนร่วมวง อาจเป็นเพราะประสบการณ์ฝังเข็มที่สั่งสมมาทำให้มือเขาแทบไม่สั่นเลย ทากะใช้มืออีกข้างเดินยาเข้าไปสู่กระแสเลือดของโทโมยะอย่างช้าๆ

ทากะถอนเข็มออกแล้วจ้องมองใบหน้าของโทโมยะผู้สร้างเสียงหัวเราะให้กับทุกคน ตอนนี้เขากลับดูซีดเซียว อ่อนแรงเหมือนถูกดูดพลังชีวิตออกไปจนหมด ทุกคนยืนล้อมอยู่รอบเตียงจ้องมองไปที่มือกลองของวง

 

 

รูปถ่ายกระเด็นออกมาบนพื้น มันเป็นภาพศิลปะสีขาวดำของชายสี่คนบนหลังม้า แต่ละคนถืออาวุธแตกต่างกันอยู่ในมือ หนังสือที่เปิดอ้าอยู่โชว์ข้อความที่ตีพิมพ์ไว้บนหน้ากระดาษ

 

 

“Then I saw when the Lamb broke one of the seven seals, and I heard one of the four living creatures saying as with a voice of thunder, “Come.” I looked, and behold, a white horse, and he who sat on it had a bow; and a crown was given to him, and he went out conquering and to conquer.”

— Revelation 6:1-2

 

 

“เมื่อพระเมษโปดกทรงแกะตราดวงหนึ่งในเจ็ดดวงนั้นออกแล้ว ข้าพเจ้าก็แลเห็น และได้ยินสัตว์ตัวหนึ่งในสี่ตัวนั้นร้องเสียงดังดุจเสียงฟ้าร้องว่า “มาเถอะ” ข้าพเจ้าก็แลเห็น และดูเถิด มีม้าขาวตัวหนึ่งออกมา และท่านที่ขี่ม้านั้นถือธนู และได้รับพระราชทานมงกุฎ แล้วท่านก็ขี่ม้าออกไปอย่างมีชัยและเพื่อได้ชัยชนะ”

— วิวรณ์ 6:1-2

 .

 .

.

TO BE CONTINUED

_____________________________


TALK

◊ สิ่งที่โทโมยะได้รับเข้าไปคือ “สารพิษโบทูลินั่ม” พบได้ในอาหารกระป๋อง อาการจะเกิดภายใน 1-8 วัน เร็วสุดคือ 6 ชั่วโมง อาการเริ่มแรกเหมือนอาหารเป็นพิษ ปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย จากนั้นจะเริ่มอ่อนแรง เริ่มจากใบหน้า เช่น หนังตาตก กลืนลำบาก พูดไม่ชัด เสียงขึ้นจมูก ถ้าช่วยเหลือไม่ทันจะทำให้หายใจลำบากและเกิดภาวะหายใจล้มเหลวได้ วิธีรักษาคือการประคับประคองและการฉีด Botulinum antitoxin สารพิษนี้ถือเป็น bioterrorism อย่างหนึ่ง

◊ เวลาสำลัก ถ้านอนอยู่ให้เอาหัวต่ำแล้วหันหน้าไปด้านข้างเหมือนที่เรียวตะทำ สิ่งที่สำลักจะได้ไม่ลงไปในหลอดลม (เรียวตะช่างชาญฉลาด) อันนี้ไม่เกี่ยว แต่เวลาชักก็เหมือนกัน เพื่อความปลอดภัยอย่าเอาอะไรใส่ปากแล้วก็ทำแบบนี้เลย ฝากบอกเผื่อใครมีเพื่อนหรือคนในครอบครัวเป็นโรคลมชัก

◊ เกมที่โทโมยะเล่นชื่อ Five night at Freddy’s

◊ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามนะคะ ไม่รู้ว่าตอนนี้อ่านแล้วงงหรือเปล่า

◊ เหมือนเดิม สามารถพูดคุย คอมเม้นท์ แลกเปลี่ยนทฤษฎีได้ที่บล็อกนี้หรือที่แฮชแท็ก #ฟิคจินเซย์ ได้ตลอดนะ

 

References

◊ โรคโบทูลิซึม (Botulism) โดย รศ. นพ. วินัย วนานุกูล ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี Read more

 

 

writer/sound&photo editor : @puroii

แฮชแท็กทวิตเตอร์ : #ฟิคจินเซย์

Advertisements

7 thoughts on “【OOR fic】 Jinsei Game : Chapter 2

  1. Pingback: puroii

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s