jinsei game

【OOR fic】 Jinsei Game : Chapter 3

 jg

 

 

คำแนะนำ : กรุณากดฟังไฟล์เสียงทุกครั้งเพื่ออรรถรส

 

 

♣  Previous chapter  

Prologue + Chapter 1

Chapter 2

 

_____________________________

 

ตอนที่ 3

 

          ทากะหยิบรูปภาพที่หล่นอยู่บนพื้นขึ้นมา มันเป็นภาพขาวดำประหลาดตาที่ทั้งสวยงามและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน แม้ภาพในความทรงจำจะไม่ชัดเจนนัก แต่เขามั่นใจว่ามันเป็นภาพเดียวกันกับที่ปรากฏบนจอโทรทัศน์ก่อนที่สถานการณ์ทุกอย่างจะสับสนวุ่นวาย ไม่ว่ามันจะถูกแทรกเข้ามาในหนังสือไบเบิ้ลด้วยความบังเอิญหรือมีคนจงใจใส่มันเข้ามา เขาก็ไม่รู้ว่ามันต้องการจะสื่ออะไร ศิลปะไม่ใช่เรื่องถนัดของเขาเท่าไรนัก ทากะพลิกด้านหลังของภาพขึ้นมา ด้านบนปรากฏข้อความเขียนไว้ด้วยลายมือ

 

Untitled-1 copy2

 

 “สี่อัศวินแห่งวันโลกาวินาศ…”

“มาทำอะไรลับๆ ล่อๆ อยู่แถวนี้” ทากะสะดุ้งตกใจจนเกือบทำรูปภาพนั้นหลุดมือ เสียงคุ้นเคยที่ดังขึ้นจากด้านหลังคือเสียงเพื่อนสนิทที่โผล่มาโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว โทรุชะเง้อมองข้ามไหล่เขาลงมา

“ไม่มีอะไร” ทากะสอดรูปภาพลงในหนังสือแล้ววางมันลงก่อนที่จะหันหลังกลับไปทำอาหารต่อ

 

 

เย็นนั้น โต๊ะอาหารมีเพียงทากะ โทรุ และเรียวตะ ทุกคนจ้องมองอาหารตรงหน้าราวกับว่ามันจะกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดทันทีที่พวกเขาไปแตะต้อง

“ฉันใช้เส้นราเม็งที่เอามาจากญี่ปุ่น ไม่ต้องห่วง” ทากะพูดขึ้นเมื่อเห็นสายตาเพื่อนร่วมโต๊ะแสดงความหวาดระแวง

โทรุอึกอักก่อนจะใช้ส้อมม้วนเส้นราเม็งขึ้นมาแล้วเอาเข้าปาก เมื่อเรียวตะเห็นตามนั้นเลยตักอาหารในจานของตัวเองกินบ้าง

“โทโมยะเป็นยังไงบ้าง” ทากะถามขึ้น เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา คำถามก็ผุดขึ้นมาไม่รู้กี่ข้อต่อกี่ข้อ ทว่าทุกอย่างสับสนปนเป ไร้ซึ่งจุดหมาย เขาไม่รู้จะไปหาคำตอบมาจากไหน แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเรื่องล้อเล่นแน่ๆ นั่นเป็นสิ่งเดียวที่เขารู้สึกมั่นใจโดยสัญชาตญาณ

“ก็ดีขึ้นแล้ว แต่ยังเพลียๆ อยู่”

หลังจากเกิดเหตุการณ์สะเทือนใจที่ว่า เรียวตะเป็นคนเฝ้าดูแลโทโมยะอยู่ตลอด แม้ว่ามือกลองจะอาการดีขึ้นมากแล้วแต่เขาก็ต้องการการพักผ่อน ไม่ใช่แค่เพียงด้านร่างกายเท่านั้น ด้านจิตใจเขาก็ต้องอาศัยเวลาเช่นเดียวกัน

“นายว่ามันมีกลิ่นตุๆ ไหม”

“หือ” เรียวตะทำจมูกฟุดฟิดดมเส้นราเม็งที่เขายกขึ้นมา “ไม่นี่”

“ไม่ใช่แบบนั้น ฉันหมายถึง…” โทรุใช้ส้อมวาดเป็นวงกลมกลางอากาศ “เรื่องทั้งหมดนี่”

ทากะจ้องตามส้อมในมือโทรุ เขาพลอยนึกถึงรูปภาพที่เจอแต่เขาไม่แน่ใจว่าตอนนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะพูดถึงมัน ทากะต้องการรวบรวมความคิดให้มากกว่านี้ เขาไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเขาตื่นตระหนกกับอะไรที่ไม่มีมูล

“ฉันว่ามันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นอะไรนั่นอีกต่อไปแล้ว” ทากะพูดขึ้น ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย

“อย่างแรกคือเราต้องออกไปจากที่นี่” เสียงทุ้มของโทรุประกาศขึ้น

“โอ้ ไม่มีสักวินาทีเดียวที่ฉันอยากอยู่ต่อ แต่ถ้ามันทำง่ายอย่างที่คิด พวกเราก็คงไม่มานั่งอยู่ตรงนี้” เรียวตะส่ายหัวอย่างหมดหวัง

โทรุพูดในสิ่งที่ทุกคนคิด เพียงแต่ยังไม่สามารถหาวิธีการได้ก็เท่านั้น เขาคิดทบทวนทุกอย่าง ทั้งประตูปิดตายที่ไม่ว่าจะมีกุญแจกี่ดอกก็ไร้ประโยชน์ หน้าต่างที่พยายามทุบเท่าไรก็ไม่แตก พวกเขาอยู่กันตามลำพังในที่ๆ ไม่มีแม้แต่สัญญาณโทรศัพท์ ทุกอย่างคือทางตัน

 

 

 

โทรุทำตาโต หวังว่ามันจะไม่ใช่สิ่งที่เขาคิด ครั้งแรกที่มือกีตาร์ได้ยินเสียงแปลกปลอมกลางโต๊ะอาหาร เรื่องที่ตามมามันจบลงไม่ค่อยดีนัก

“นายได้ยิน—“

“ฉันได้ยิน” ทากะตัดบทคนที่กำลังเอ่ยปากถามอย่างรู้ทัน “เดี๋ยวฉันไปเอง”

เขาเดินลิ่วไปยังประตูบ้าน กระดาษแผ่นหนึ่งถูกสอดเข้ามาจากช่องใต้ประตูแคบๆ เขาหยิบมันขึ้นมา มีข้อความปรากฏอยู่หนึ่งบนนั้น

“อัศวินบนม้าสีขาว…” ทากะอ่านออกเสียงแล้วขมวดคิ้ว เพื่อนที่เหลือเดินตามมาสมทบตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ทั้งสามจดจ้องไปยังแผ่นกระดาษที่อยู่ในมือทากะ

 

 

          อัศวินบนม้าสีขาวสวมเครื่องแต่งกายที่ดูโอ้อวดและน่ายำเกรง สีหน้าโกรธกริ้วจ้องเขม็งไปด้านหน้า จมูกเขาย่นลงสูดดมกลิ่นความกลัวของศัตรู ในย่ามด้านหลังเต็มไปด้วยศรอาบพิษ มีเชื้อก่อโรคทุกอย่างที่จะบ่อนทำลายคนธรรมดาและพรากชีวิตทหารในสนามรบ ขณะที่กำลังควบม้าไปนั้น เขาง้างคันธนูและยิงโรคภัยไปหาศัตรู

 

 

“เหมือนนิยาย” เรียวตะพูดขึ้นหลังอ่านข้อความเสร็จ

“หมายความว่ายังไง” โทรุถาม เขาไม่เข้าใจว่าคนที่นำสิ่งนี้มาให้พวกเขาต้องการบอกอะไร โทรุอ่านข้อความนั้นซ้ำอีกครั้ง มันเป็นคำสอน คำขู่ หรือแค่เล่นสนุกกับพวกเขาเฉยๆ เขาเองก็ไม่กล้าตัดสินใจ

“เดี๋ยวก่อน” ทากะเอะใจ เขาเร่งฝีเท้าไปยังโต๊ะอาหารแล้วกางหนังสือไบเบิ้ลออก โล่งใจที่รูปภาพยังคงอยู่ที่นั่น เขาหยิบมันขึ้นมาดู เพื่อนทั้งสองที่ไม่ทันตั้งตัวกึ่งวิ่งกึ่งเดินตามหลังเขามา

“นายดูนี่” เขาใช้นิ้วจิ้มไปยังรูปชายคนหนึ่งที่ด้านขวาสุดของภาพ นิ้วชี้แตะซ้ำๆ เพื่อย้ำความคิดตัวเอง

 Albrecht Dürer, “Four Horsemen of the Apocalypse”

 

“ภาพนี่ดูคุ้นๆ” เรียวตะทำท่านึก เขาจำได้ว่าเคยเห็นผ่านตาที่ไหนมาก่อนเมื่อเร็วๆ นี้ “อ้ะ นี่มั่นรูปในจอทีวีนี่!”

“ทากะ นายพูดถึงอะไร” โทรุถามขึ้น

“อัศวิน” ทากะพูดพลางจ้องไปยังหัวหน้าวงอย่างมีความหวัง หัวใจเขาเต้นรัวคล้ายกลองที่กำลังเร่งจังหวะ เขาพบจิ๊กซอว์ที่กำลังตามหาอยู่ เขาไม่ได้คิดไปเอง “อัศวิน–“

“กับคันธนู” เรียวตะโพล่งขึ้นมา ตาของเขาเบิกโพลง ปากอ้าค้างกลางอากาศ

“ใช่!” ทากะตบมือแล้วหันนิ้วชี้ไปยังมือเบส เขาฉีกยิ้มออกมาแต่อีกฝ่ายแลดูสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไรนัก

“เขาง้างคันธนูและยิงโรคภัยไปหาศัตรู” โทรุนึกถึงประโยคหนึ่งในกระดาษ “…โทโมยะ”

เมื่อนึกขึ้นได้เขารู้สึกเหมือนมีใครมาเตะเข้าจังๆ ที่ข้อเท้า เหมือนจู่ๆ อากาศในห้องก็หนาวเหน็บขึ้นมาทันที ขนตามร่างกายดีดตัวขึ้นเป็นเส้นตรง โทรุรู้สึกเหมือนจะยืนต่อไปไม่ไหว มือไขว่คว้าหาอะไรเพื่อทรงตัว จนกระทั่งนิ้วสัมผัสไปถูกผิวหยาบๆ ของอะไรบางอย่าง โทรุมองตามมือของเขาไป มันคือไบเบิ้ลที่เปิดอ้าอยู่ ตั้งแต่ได้มันมา พวกเขาก็ไม่ได้แตะต้องมันอีกเลย หรือว่าหนังสือเล่มนี้จะมีความหมายอะไรซ่อนอยู่

เขาเขม่นตาอ่านหัวข้อในหน้าหนังสือและก็ต้องสะดุดกับข้อความบนนั้น แม้เขาจะไม่ได้เลื่อมใสในศาสนามากนักและตัวเขาเองก็ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ แต่มันต้องมีความเกี่ยวข้องกับรูปภาพและข้อความบนกระดาษแผ่นนั้นอย่างแน่นอน นั่นเป็นสิ่งที่เขามั่นใจ

ทากะขยับตัวเข้ามาใกล้ๆ เพื่อจะได้อ่านให้ถนัด เขาเองก็มีปฏิกิริยาไม่ต่างไปจากเพื่อนสนิท มือเบสยืนมองทั้งสองคน รอให้พวกเขาพูดอะไรบางอย่าง

“ลองอ่านประโยคถัดไปสิ” ทากะชี้

 

 

“When He broke the second seal, I heard the second living creature saying, “Come.” And another, a red horse, went out; and to him who sat on it, it was granted to take peace from the earth, and that men would slay one another; and a great sword was given to him.”

— Revelation 6:3-4

 

 

 

“เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่สองนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ยินสัตว์ตัวที่สองร้องว่า “มาเถอะ” และมีม้าอีกตัวหนึ่งเข้ามาเป็นม้าสีแดงสด ผู้ที่ขี่ม้าตัวนี้ได้รับพระราชานุญาติให้นำสันติสุขไปจากแผ่นดินโลก เพื่อให้คนทั้งปวงรบราฆ่าฟันกัน และท่านผู้นี้ได้รับพระราชทานดาบใหญ่เล่มหนึ่ง”

— วิวรณ์ 6:3-4

 

 

“ดาบใหญ่” ทากะหยิบรูปภาพขึ้นมาแล้วชี้ไปยังชายคนที่สองถัดจากด้านขวาของภาพ

“เดี๋ยว พวกนายพูดถึงอะไรกันอยู่” เรียวตะถามเมื่อรู้สึกว่าตัวเองตามเพื่อนทั้งสองไม่ทัน แต่ดูเหมือนอีกสองคนจะไม่ได้สนใจเขาเลย

ทากะและโทรุจมอยู่ในความคิดตัวเอง พวกเขาเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวเข้าด้วยกันในหัว อัศวินคนแรกปรากฏตัวพร้อมโรคภัย ประจวบเหมาะกับที่โทโมยะโดนสารพิษจนล้มป่วย แล้วถ้าอัศวินคนที่สองโผล่มาล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น อัศวินคนที่สองผู้มาพร้อมกับดาบใหญ่

“สงคราม” คำเฉลยดังออกจากปากผู้เป็นหัวหน้าวง

เรียวตะเดินเข้ามาประชิดเพื่อนทั้งสอง เขาก้มลงมองหนังสือและรูปภาพสลับกันไปมาจึงเริ่มเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูด

ทั้งสามหันมองหน้ากัน พวกเขายืนล้อมหนังสือไบเบิ้ลโดยไม่ขยับเขยื้อน มองแล้วคล้ายทุกคนกำลังสงบนิ่งสวดภาวนาอยู่ หากแต่ไม่ได้ยินเสียงบทสรรเสริญพระเยซูคริสต์ดังออกมาจากห้องอาหารและไม่มีใครยกมือขึ้นมาทำสัญลักษณ์กางเขน

มันเป็นความเงียบที่เกิดจากความหวาดกลัว

 

 

 

 

“โทโมยะ ฉันเข้าไปนะ” เรียวตะบิดลูกบิดประตูแต่เขาพบว่ามันล็อคอยู่ เขารอจนได้ยินเสียงปลดกลอนจึงเปิดเข้าไป

เรียวตะวางอาหารลงบนโต๊ะข้างเตียงโทโมยะ เจ้าของห้องกลับไปซุกตัวใต้ผ้าห่ม หันด้านหลังมาหาเพื่อนสนิทเหมือนเช่นเคย ตั้งแต่วันนั้นเขาก็ไม่ค่อยพูดจากับใครเลย

“นายควรกินก่อนที่มันจะเย็น” เรียวตะแนะนำคนที่นอนอยู่ เขานิ่งรอสักพัก เมื่อเห็นว่ามือกลองยังไม่ขยับเขยื้อนออกจากที่เดิม เขาจึงพูดต่อ “วันนี้ทากะใช้อาหารที่เอามาจากญี่ปุ่น นายอย่ากังวลไปเลย”

จู่ๆ โทโมยะก็ลุกพรวดขึ้นมาในท่านั่ง หันหน้ามาเผชิญกับเรียวตะ นัยน์ตาจ้องคนตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ

“นายไม่คิดว่ามันแปลกเหรอ” เขาเม้มปากแน่นก่อนจะพูดต่อ “เรื่องที่เกิดขึ้น นายลองคิดดูสิ”

“ใจเย็นก่อนโทโมยะ” เรียวตะนั่งลงตรงขอบเตียง เขาแตะเบาๆ บนบ่าของเพื่อนสนิท สายตาที่มองไปแสดงความเป็นห่วง “นายมีอะไรหรือเปล่า”

“มีอะไรเหรอ? หึ ฉันน่ะไม่มีอะไรหรอก แต่ไอ้บ้านั่น…” ดวงตาของโทโมยะเหมือนมีไฟลุกโชนอยู่ในนั้น เขากัดฟันแน่นข่มความโกรธที่ปะทุขึ้นมากลางอก ช่วงเวลาที่เขาพักผ่อนอยู่ในห้อง เขาได้กลับมาคิดทบทวนอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้นและก่อนหน้านั้น เขาได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว เฝ้าเถียงกับตัวเองมานักต่อนัก แต่สุดท้ายทุกอย่างก็พุ่งไปที่คนๆ เดียว

“ไอ้บ้านั่นเป็นคนทำอาหารแล้วฉันก็กลายมาเป็นแบบนี้” โทโมยะใช้นิ้วชี้เข้าหาตัว นิ้วมือของเขากำลังสั่นเทาด้วยความโกรธ “แถมมันยังเป็นคนหาไอ้เข็มฉีดยาบ้าๆ นั่นเจออีก”

“นายหมายถึงทากะเหรอ” เรียวตะพูดอย่างไม่เข้าใจ

“ฟังฉันก่อน” โทโมยะหยุดมือเบสไม่ให้พูดขัด “จำได้ไหมมันบอกว่าอะไร…” เรียวตะเลิกคิ้วขึ้นแล้วส่ายหน้า “มันเจอเข็มฉีดยาในลิ้นชักห้องตัวเอง! ให้ตายเถอะ…ห้องตัวเอง! ช่างบังเอิญอะไรอย่างนี้!” โทโมยะหัวเราะจนไหล่กระเพื่อมขึ้นลงอยู่นาน เสียงหัวเราะสูงแหลมดังไปทั่วห้อง เขาหยุดแล้วหันไปขากน้ำลายลงในถังขยะ

“มันต้องวางแผนไว้แล้วแน่ๆ เรื่องทั้งหมดนี่ ทั้งไอ้บ้านบ้าๆ หลังนี้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้น”

“นายคิดว่าทากะจะทำร้ายนายเหรอ ไม่มีทาง”

“มันเป็นคนเดียวที่ดูไม่ตกใจเลยวันนั้น” เขาขยำผ้าห่มในมือแน่น ถ้ามันช่วยบรรเทาโทสะที่มีอยู่ได้ เขาจะขยำและบิดมันให้แรงยิ่งขึ้นไปอีก

“หมอนั่นจะทำแบบนั้นไปทำไม”

“มนุษย์ทำได้ทุกอย่างนั่นแหละ…เรียวตะ”

 

 

 

 

“นายยังมีอารมณ์ฟังเพลงอยู่อีกเหรอ”

เสียงหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะดนตรี โทรุหันไปเห็นทากะยืนกอดอกพิงเสามองตรงมา เขายักไหล่แล้วเบะปาก “บางทีเวลาเครียด นายก็ต้องหาอย่างอื่นทำบ้าง”

“แล้วนั่นอะไร” ทากะมองแผ่นเสียงในมือโทรุ

“แผ่นดนตรีที่ฉันค้นเจอแถวนี้” เขาหยิบบางส่วนในมือขึ้นมาชู “มีแต่เพลงสมัยก่อน แต่ก็คลาสสิคดี”

เสียงเพลงบรรเลงคลออยู่ด้านหลังกลบเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังหึ่งๆ อยู่ ทากะเดินไปนั่งบนโซฟา โทรุไม่ทันเห็นว่าเพื่อนเขายกขวดแอลกอฮอล์และแก้วเปล่ามา 2 ใบ

“แมคคัลแลน 12 ปี” ทากะชูขวดขึ้นก่อนจะหมุนเกลียวเปิดฝา กลิ่นแอลกอฮอล์รุนแรงลอยคลุ้งออกมา มันช่างหอมหวนเหลือเกิน เขาคิดในใจ

“Straight or on the rock, sir?” * ทากะเอ่ยถามลูกค้ารายแรก ค่ำคืนนี้เขากลายร่างเป็นบาร์เทนเดอร์หนุ่มในบาร์ส่วนตัวแห่งนี้

“Straight, please.” ลูกค้าสั่งออเดอร์ของเขาทันที บาร์เทนเดอร์หนุ่มไม่รอช้า เทวิสกี้ลงในแก้วด้วยความชำนาญ ลีลาการเสิร์ฟของเขาราวกับมืออาชีพ เมื่อแก้วทั้งสองถูกเติมด้วยของเหลวสีเหลืองทอง ทากะก็ยื่นแก้วไปตรงหน้า

“As you please.”

โทรุโค้งคำนับเล็กน้อยก่อนจะรับแก้วมาไว้ในมือ เขายกมันขึ้นจิบแล้วหลับตาลงอย่างพึงพอใจ

 

You’re the devil in disguise

เธอคือปีศาจจำแลง

Oh yes you are

โอ้ ใช่แล้ว เธอคือ

The devil in disguise

ปีศาจจำแลง

 

โทรุโยกย้ายสะโพกเต้นเป็นท่าทางตามจังหวะเพลง ราวกับเขาคือเอลวิส เพรสลีย์ ราชาแห่งร็อคแอนด์โรลล์ในค่ำคืนนี้ เขาเต้นไปพลาง ยกแก้วดื่มไปพลาง นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ลิ้มรสแอลกอฮอล์ขมปากนี่ เขารู้สึกคึกคักขึ้นมา นักเต้นเปลี่ยนจากท่าเดิมมาสะบัดเอวขึ้นลงตามจังหวะเพลงแล้วหันมาขยิบตาให้เพื่อนร่วมวง ทำให้นักร้องนำอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

ทากะลุกขึ้นไปร่วมวงกับเพื่อนขาแดนซ์ เขาทั้งสองเปลี่ยนห้องนั่งเล่นเป็นฟลอร์เต้นรำ เสียงดนตรีดังคละเคล้าปะปนกับเสียงหัวเราะของชายหนุ่มทั้งสอง แก้วกระทบกันส่งเสียงแกร๊งดังออกมาเป็นระยะ ห้องนั่งเล่นมีกลิ่นเหม็นฉุนของแอลกอฮอล์ผสมปนเปกับกลิ่นน้ำหอมที่ฟุ้งออกมาจากเสื้อเชิ้ต พวกเขากลับกลายเป็นวัยรุ่นคึกคะนองในชั่วพริบตา

 

Heaven knows how you lied to me

สวรรค์รู้ดีเธอโกหกฉัน

You’re not the way you seemed

เธอไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่เห็น

 

 

ค่ำคืนนี้เป็นคืนที่พวกเขาจะลืมทุกอย่างและสนุกสุดเหวี่ยงไปด้วยกัน

 

 

TO BE CONTINUED.

 

_____________________________

 

TALK

◊ ถือว่าตอนนี้อ่านสบายๆ ก็แล้วกันนะคะ ทุกอย่างมันเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น หึหึ

*straight = เพียวๆ, on the rock = ใส่น้ำแข็ง

◊ เหมือนเดิม สามารถพูดคุย คอมเม้นท์ แลกเปลี่ยนทฤษฎีได้ที่บล็อกนี้หรือที่แฮชแท็ก #ฟิคจินเซย์ ได้ตลอดนะ

 

 

writer/sound&photo editor : @puroii

แฮชแท็กทวิตเตอร์ : #ฟิคจินเซย์

Advertisements

6 thoughts on “【OOR fic】 Jinsei Game : Chapter 3

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s