jinsei game

【OOR fic】 Jinsei Game : Chapter 4

jg

 

 

คำแนะนำ : กรุณากดฟังไฟล์เสียงทุกครั้งเพื่ออรรถรส

 

 

♣  Previous chapter  

Prologue + Chapter 1

Chapter 2

Chapter 3

_____________________________

 

ตอนที่ 4

 

โทรุตื่นขึ้นมาบนโซฟาในห้องนั่งเล่น แสงอาทิตย์อ่อนของรุ่งอรุณสะท้อนผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามาที่โซฟา เขาหรี่ตาแล้วเอามือมาบดบังไว้ มือกีตาร์รู้สึกเหมือนหัวกำลังจะระเบิด เขาสะบัดศีรษะขจัดความเบลอจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ตกค้างจากเมื่อคืน

“สงสัยดื่มหนักไปหน่อย…” เขาพึมพำกับตัวเองแล้วใช้แขนยันโซฟาดันตัวขึ้นมา โลกหมุนคว้างรอบตัวในทันที เขานั่งพักนิ่งๆ ก่อนจะสังเกตเห็นว่าเหลือเขาเพียงคนเดียวในห้องนั่งเล่น เพื่อนร่วมดื่มของเขาไม่อยู่เสียแล้ว

โทรุเอื้อมมือไปจับกระเป๋ากางเกงตามความเคยชิน ทว่ามันไม่ใช่สัมผัสเดิมที่ควรจะเป็น เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง…ว่างเปล่า

เขาตัดสินใจลองหาที่อื่นดู มันอาจจะอยู่ในกระเป๋ากางเกงอีกข้าง กระเป๋าเสื้อ หรือถ้ามันจะหล่นอยู่แถวนี้ก็คงไม่แปลก โทรุหันซ้ายหันขวาสอดส่องตามที่ต่างๆ หรือแม้แต่โก่งโค้งดูใต้โซฟา

“นั่นท่าออกกำลังกายใหม่เหรอ” ทากะถือแก้วน้ำเดินเข้ามาในห้อง

โทรุรีบเงยหน้าขึ้นมาแล้วเอามือจับผมอย่างเก้ๆ กังๆ นอกจากจะไม่เจอของที่ตามหาอยู่แล้ว เขายิ่งรู้สึกเวียนหัวมากขึ้นไปอีก

“เอ้า น้ำ” ทากะยื่นแก้วน้ำเปล่ามาให้

“ขอบใจ” เขารับมาแล้วกระดกจนหมดแก้วอย่างรวดเร็ว อย่างน้อยคอที่แห้งผากก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง

“นายเห็นมือถือฉันไหม” โทรุถามขึ้นหลังน้ำอึกสุดท้ายไหลผ่านหลอดอาหารไป แต่เขาก็ต้องผิดหวังเมื่ออีกฝ่ายปฏิเสธกลับมา

“หล่นอยู่แถวนี้หรือเปล่า” ทากะถามในสิ่งที่เขารู้คำตอบอยู่แล้ว

“ฉันหาหมดแล้ว”

“อาจลืมไว้บนห้องก็ได้” นักร้องนำช่วยเตือนความทรงจำ แม้เขาจะไม่รู้สึกแบบนั้นเลยก็ตาม

แต่บางทีอาจจะถูกอย่างที่ว่า

“คงงั้น”

 

 

 

ก๊อกๆๆ

โทโมยะมองผ่านรูประตูด้านบน เขาจิ๊ปากอย่างหงุดหงิดก่อนจะปลดล็อคกลอนออก

“ฉันเอาอาหารเช้ามาให้” ทากะถือชามข้าวเดินเข้าไปด้านใน เขามองไปรอบๆ ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะข้างเตียง “วางไว้ตรงนี้นะ” ไอกรุ่นและกลิ่นหอมฟุ้งขึ้นมาจากชาม มันคือข้าวต้มที่เพิ่งตักมาจากหม้อใหม่ๆ

โทโมยะกลับไปนั่งบนเตียงนอน เขาไม่ได้พูดอะไร สายตาจดจ้องอยู่ที่หนังสือในมือ สีหน้าโทโมยะดูดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับวันก่อนๆ เขามีเรี่ยวแรงมากพอที่จะลุกไปไหนมาไหนหรือทำอะไรเองได้ เพียงแต่เขายังไม่กลับมาร่าเริงแบบที่โทโมยะคนเดิมควรจะเป็น นั่นคือสิ่งที่ทากะกังวลมากที่สุด

“นายเป็นไงมั่ง” เขาเอ่ยปากถามคนตรงหน้า

“ก็ดี” มือกลองตอบทั้งที่ยังก้มหน้าดูหนังสือในมือ ทากะรอสักพัก หวังว่าเขาจะพูดอะไรต่อ แต่บทสนทนาก็จบลงเพียงเท่านั้น สายตาโทโมยะเลื่อนจากซ้ายไปขวาสองสามรอบก่อนที่เขาจะพลิกหน้ากระดาษ ทากะหันไปมองหน้าปกหนังสือ มีตัวอักษรเลื่อมทองเขียนเอาไว้ว่า “Twilight of the Idols”

“นายอ่านอะไรอยู่”

“ฟรีดริค นิทเช่”

“อืม…” ทากะพยายามนึกว่าเคยอ่านที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า แต่ชื่อนี้ไม่เคยผ่านเข้ามาในสมองเขาเลย เขาไม่ใช่หนอนหนังสือตัวยงแบบโทโมยะ “มันเกี่ยวกับอะไร”

“That which does not kill us makes us stronger.” โทโมยะตอบกลับมา เขาเหลือบมองหน้าคนมาเยี่ยมครั้งหนึ่ง เมื่อเห็นว่าทากะไม่มีปฏิกิริยาอะไร เขาจึงอธิบายต่อ “อะไรที่ไม่ได้ฆ่าเราทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น เจ้าของคำพูดนี้คือนิทเช่ เขาเขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้” โทโมยะใช้นิ้วคั่นหน้าที่อ่านไว้แล้วหันปกหนังสือไปทางทากะ เขาใช้นิ้วจิ้มไปยังตัวหนังสือสีทองแล้วบึนปากอย่างเบื่อหน่าย

“อย่างนี้นี่เอง เป็นพวกหนังสือปรัชญาที่นายชอบอ่านใช่ไหม ฉันอ่านพวกนี้ไม่เคยรู้เรื่องเลย” ทากะส่ายหน้าให้กับความไม่เอาไหนของตัวเองแล้วส่งยิ้มแหยไปให้ แต่โทโมยะไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง

อีกครั้งที่ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับ แล้วบทสนทนาก็จบลงอย่างเงอะงะ

“เอ่อ…งั้นไม่รบกวนแล้วนะ ถ้าอยากได้อะไรก็บอกแล้วกัน” ทากะโบกมือลาเพื่อนร่วมวงก่อนจะหายลับไปหลังบานประตู

ทันทีที่ไร้เงาของผู้มาเยือน ข้าวต้มมื้อเช้าก็ลงไปกองรวมกับเศษขยะที่ก้นถัง

 

 

เรียวตะและโทรุอยู่ในห้องนั่งเล่น ตอนนี้เหลือพวกเขาเพียง 2 คน โทโมยะคงจะหมกตัวอยู่ในห้องตามเคย แต่เขาไม่แน่ใจว่าทากะหายไปไหน

“ฉันไปเอาน้ำก่อนนะ นายจะเอาอะไรไหม” เรียวตะเอ่ยถามโทรุที่งัวเงียอยู่ตรงโซฟา เรียวตะไม่แน่ใจว่าเขาไปทำอะไรมาถึงได้นอนอยู่บนโซฟาเกือบทั้งวันแบบนั้น

“ไม่ล่ะ”

ระหว่างเรียวตะเดินไปยังห้องครัวก็มีเงาบางอย่างแวบผ่านหางตาไป เขาหันไปมองตามสัญชาตญาณจึงเห็นร่างคุ้นตาของนักร้องนำกำลังสาวเท้าผ่านไปไวๆ มือเบสทำท่าจะเรียกแต่ละล้าละลังก่อนจะเปลี่ยนใจเดินตามไปห่างๆ

ทากะเดินเข้าไปในห้องซ้อมดนตรีที่พวกเขาไม่เคยเข้ามาใช้กัน อันที่จริงมันคงไม่มีประโยชน์อะไรแล้วในตอนนี้ เขาสงสัยว่าทากะจะเข้าไปในนั้นทำไม

เรียวตะเดินมาหยุดอยู่หน้าห้อง เขาลอบมองอยู่ข้างบานประตู ทากะกำลังลูบคลำตามฝาผนังที่บุแผ่นซับเสียงไว้ เขาใช้นิ้วมืองัดแงะตามแต่ละแผ่น ทว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อไม่สำเร็จเขาจึงหันมาใช้บัตรเครดิตแทนทากะทำแบบเดิมอยู่หลายครั้งก่อนจะเลิกล้มความพยายาม เขาก้มลงมองตามหลังเครื่องเสียงต่างๆ แล้วจึงเดินมาหยุดอยู่กลางห้อง ทากะมองขึ้นไปบนเพดานแล้วหยิบขาตั้งไมค์ไปกระทุ้งสองสามครั้ง เรียวตะขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

มนุษย์ทำได้ทุกอย่างนั่นแหละ…เรียวตะ

เรียวตะนึกถึงคำพูดโทโมยะ มือกลองที่เขารู้จักไม่ใช่คนที่จะใส่ร้ายใครแบบนั้น บางทีหมอนั่นอาจพูดถูกก็ได้ เขาเงยหน้าขึ้นมาอีกที ทากะก็หายไปจากสายตาแล้ว มือเบสมองซ้ายมองขวาก็ไม่พบตัวคนที่แอบสะกดรอยอยู่

ผลั่ก!

“โอ๊ย!”

ประตูเปิดผ่างออกมากระแทกใบหน้าของเรียวตะเข้าเต็มเปา เขายกมือขึ้นมาลูบคลำจมูกตัวเองแล้วย่นหน้าด้วยความเจ็บปวด

“เฮ้ เป็นอะไรหรือเปล่า” ทากะโผล่ออกมาจากประตู เขาตกใจเมื่อเห็นว่าประตูฟาดไปโดนอะไร

“ไม่เป็นไรๆ” เรียวตะยังคงจับจมูกตัวเองอยู่ ดูเหมือนความเจ็บปวดนั้นจะคงอยู่นานกว่าที่คิด

“แล้วนายมาทำอะไรแถวนี้” อีกฝ่ายถามขึ้น เรียกสติของเขากลับมาทันที

“อ๋อ….เอ่อ…ฉันมาเอาน้ำน่ะ ฮะๆ” เรียวตะยกแก้วขึ้นมาชู เขาลืมความเจ็บปวดไปชั่วขณะ ถ้าถูกจับได้ว่าแอบตามมาคงไม่ดีแน่

“งั้นนายมาผิดที่แล้วล่ะ ห้องครัวอยู่ฝั่งนู้น” ทากะชี้ไปยังฝั่งตรงข้าม

“อ้อ จ..จริงด้วย ฉันยังไม่ชินที่ทางเท่าไร ฮะๆๆ” เขายิ้มเฝื่อนแล้วเอามืออีกข้างมายีผมก่อนจะรีบหันหลังสาวเท้าจากไปอย่างรวดเร็ว ซวยแล้ว พูดอะไรไม่คิด เขารู้สึกขมในคอเหมือนอมบอระเพ็ดเอาไว้ทั้งอัน

ทากะมองตามหลังเรียวตะไปอย่างงงๆ

 

 

 

 

“ฉันเข้าไปนะ”

โทรุนอนอยู่บนเตียง ชะเง้อคอมองประตูที่เปิดแง้มอยู่ ทากะยืนอยู่ตรงนั้น เขาพยักหน้าแทนคำอนุญาตให้อีกฝ่ายเข้ามา ตอนนั้นเองที่เขาเห็นว่าในมือทากะถือหมอนมาด้วยใบหนึ่ง

“ขอนอนด้วยคน” ผู้มาเยือนที่ยืนกอดหมอนอยู่ปลายเตียงประกาศด้วยประโยคที่ไม่ต้องการคำตอบ โทรุหัวเราะพลางส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะตบเตียงข้างๆ

“ให้ทายนะ…” โทรุพูดเกริ่น นัยน์ตาส่อแววเจ้าเล่ห์ “กลัวเสียงฟ้าร้องใช่ไหม” เมื่อเห็นสีหน้านักร้องนำเริ่มบิดเบี้ยว เขาก็ยิ้มออกมาอย่างมีชัย

“เงียบเหอะน่า” ทากะปาหมอนใส่คนรู้ทัน แล้วเข้าไปเบียดตัวบนเตียงเพื่อนสนิท

เสียงฟ้าร้องดังจนเขารู้สึกเหมือนบ้านสะเทือนไปทั้งหลัง ฝนตกแรงราวกับมีพายุทั้งๆ ที่ตอนนี้ไม่ควรจะเป็นหน้าฝนเลยด้วยซ้ำ อากาศคงแปรปรวนมากเพราะภัยโลกร้อนแน่ๆ

“จำได้ไหม คราวก่อนนายมาปลุกฉันตอน 6 โมงเช้าเพราะคิดว่าโดนผีอำ” โทรุนอนทับมือที่ประสานกันอยู่บนหมอน พอนึกถึงเรื่องนั้นทีไร เขาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาทุกที เป็นนักร้องนำวงร็อคแท้ๆ แต่ดันกลัวผีเสียได้

“ไม่ได้คิดเอาเอง ฉันโดนจริงๆ!” ทากะหันหน้ามาเถียงด้วยสีหน้าจริงจังจนทำให้โทรุต้องหลุดขำออกมา “ถ้าเป็นนาย นายไม่กลัวหรือไง” โทรุขำท้องขดท้องแข็งจนต้องใช้มือปาดน้ำตาที่เล็ดออกมาก่อนจะหยุดหัวเราะ เขาใช้เวลาปรับอารมณ์ครู่หนึ่งก่อนหันไปเผชิญหน้าเพื่อนร่วมวง

“มนุษย์น่ากลัวกว่ากันเยอะ”

เสียงฟ้าร้องดังขึ้นมาอีกระลอก ทั้งคู่นิ่งเงียบรอมันผ่านไป ฟังเสียงฝนตกกระทบหน้าต่างเป็นทำนองที่ทั้งไพเราะแต่ก็น่ากลัวในเวลาเดียวกัน โทรุนึกถึงช่วงเวลาเก่าๆ ตั้งแต่ทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้น ทั้งตอนทำอัลบั้มแรก แสดงคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรก ผ่านอุปสรรคต่างๆ จนพวกเขาเริ่มเป็นที่รู้จัก มีโอกาสได้ทำตามฝัน และในที่สุดก็ได้มาทัวร์ถึงที่นี่ ไม่มีอะไรที่พวกเขาได้มาง่ายๆ เลย เขาอยากให้ตอนนี้เป็นเพียงฝันร้ายที่แค่ลืมตาแล้วทุกอย่างก็หายไป

“นายเคยคิดไหมว่าทำไมพวกเราถึงมาลงเอยที่นี่” ทากะถามขึ้นมา

“ไม่รู้สิ…” โทรุนิ่งเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “โชคชะตาล่ะมั้ง”

“ชาติก่อนเราคงไปขังใครไว้เลยต้องมาชดใช้” ทากะพูดติดตลก โทรุหัวเราะอย่างขมขื่น เขารู้สึกห่อเหี่ยวในใจ

“โทรุ” ทากะเว้นระยะก่อนจะพูดต่อ “ถ้าฉันตายไป นายจะรู้สึกยังไง” มือกีตาร์หันหน้าไปมองอย่างไม่เข้าใจ “ถามอะไรแบบนั้น”

“ตอนนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ นายก็รู้”

ถูกอย่างที่ทากะพูด โทรุรู้สึกไม่ปลอดภัยแม้แต่วินาทีเดียวในบ้านหลังนี้ มีเพียงเพื่อนเท่านั้นที่เขาจะไว้ใจ มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่จะช่วยเหลือกัน ถ้าพวกเขามีกันและกัน ทุกอย่างก็จะผ่านพ้นไปเหมือนทุกครั้ง เขาเชื่ออย่างนั้น

“ฉันคงไม่ยอมให้นายตาย”

ความเงียบเข้าปกคลุมเหมือนเมฆครึ้มบนท้องฟ้า เขารู้สึกเบาหวิวในใจ เขาไม่อาจทนเสียเพื่อน เสียคนข้างๆ เขาไป คนที่เขาพยายามแทบตายเพื่อดึงเข้ามาในวงนี้และเข้ามาในชีวิตของเขา

“ทากะ” โทรุเอื้อมมือไปสัมผัสใบหน้าอีกฝ่ายให้หันมา นิ้วโป้งลูบผ่านแก้มของคนข้างๆ อย่างแผ่วเบา เขาค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้จนรู้สึกถึงลมหายใจของคนตรงหน้า โทรุใช้มืออีกข้างเอื้อมไปดับไฟที่หัวเตียงแล้วทุกอย่างก็ดับลง

คืนนั้นฝนตกยาวนานจนถึงเช้า แต่อย่างน้อยมรสุมก็ผ่านพ้นไป

 

 _________________

 

โทรุเดินหาวออกมาจากห้องในเช้าวันถัดมา เป็นเวลาเดียวกันกับโทโมยะที่เปิดประตูออกมาพอดี เขาเห็นเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันพักใหญ่เลยส่งเสียงทักทาย

“ไง โทโมยะ” โทรุกางแขนบิดขี้เกียจแล้วหาวอย่างไม่อายอีกครั้ง

“ฉันขอคุยด้วยหน่อย” ยังไม่ทันตั้งตัวดี โทรุก็โดนคำพูดจู่โจมเสียแล้ว สิ่งที่ออกจากปากของโทโมยะเรียกให้เขาหันไปหาโดยพลัน สีหน้ามือกลองช่างดูจริงจังขัดกับยามเช้าเหลือเกิน

“มีอะไรเหรอ”

“ถามตรงๆ เลยแล้ว–“

ใจความสำคัญยังไม่ทันหลุดออกจากปาก โทโมยะก็ชะงักแล้วปิดปากแนบเป็นเส้นตรงตามเดิมทันทีที่เขาเห็นใบหน้าของทากะโผล่ออกมาจากห้อง เขารู้สึกถึงสายตาของอีกฝ่ายที่กำลังจดจ้องมาจากด้านหลังโทรุ

“เมื่อกี้นายว่าอะไรนะ” โทรุถามซ้ำอีกครั้งเมื่อเห็นโทโมยะหยุดไปกลางคัน

“ไม่มีอะไร”

 

 

วันนั้นทุกคนมารวมตัวกันที่ห้องนั่งเล่น แม้กระทั่งโทโมยะก็ลงมาด้วย นับเป็นครั้งแรกหลังเหตุการณ์สะเทือนใจที่ทุกคนกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง แม้จะเป็นโอกาสดีแต่พวกเขาก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษนอกจากนั่งทำอะไรเรื่อยเปื่อยฆ่าเวลา

เวลาในบ้านผ่านมากี่วันแล้วไม่มีใครนับ แต่หลังจากเหตุการณ์โทโมยะก็ผ่านมาหลายวันแล้ว

“นายว่ามันแปลกไหมที่—” อยู่ดีๆ เรียวตะก็ถามขึ้นมา ทว่าเขาดูไม่มั่นใจนักที่จะพูดเรื่องนี้ “ที่จู่ๆ ทุกอย่างก็ดูเงียบผิดปกติ”

“นายพูดถึงอะไร” โทรุหันไปหาคนที่เริ่มเปิดประเด็นสนทนา

“ฉันหมายถึงหลังจาก– ” เขาเปรยตามองไปทางโทโมยะ มือกลองกำลังจ้องมาที่เขาพอดี เรียวตะจึงรีบหลุบตาลง แต่โทรุสังเกตเห็นสัญญาณนั้น

“ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ บางทีเรื่องวุ่นๆ พวกนี้อาจจะจบลงแล้ว” โทรุตอบไปอย่างไม่คิดอะไร แต่ดูเหมือนว่าโทโมยะจะไม่เห็นด้วย

“มันอาจเป็นช่วงนั้นที่ไฟมอดหลังจากพยายามดับมาหลายชั่วโมง พอเห็นอย่างนั้นทุกคนก็เลยวางใจ แต่ดันไม่ทันสังเกตว่าข้างใต้ยังมีเศษไม้ติดไฟซ่อนอยู่ มารู้ตัวอีกทีก็สายไปเสียแล้ว ไฟลุกลามคร่าชีวิตทุกคน” โทโมยะเหลือบมองไปทางทากะ แต่คนถูกมองไม่รู้ตัว

“ฉันขอตัวเดี๋ยว” ทากะพูดขัดจังหวะทุกคนก่อนจะลุกออกไป ทิ้งให้เพื่อนที่เหลือมองตามหลังไปอย่างงุนงง

 

 

 

ทากะเดินขึ้นมาบนห้อง สาวเท้าตรงไปยังกระเป๋าเดินทาง เขาควานเข้าไปในช่องเก็บของแล้วหยิบบุหรี่ไฟฟ้าออกมา นานแค่ไหนแล้วที่สารนิโคตินไม่ได้ไหลวนในกระแสเลือด จู่ๆ เขาก็คิดถึงกลิ่นของมันขึ้นมา ทากะมองเห็นน้ำใสๆ ที่ไหลล้อการหมุนของแท่ง น้ำยายังคงเหลืออยู่ ทากะอมมันเข้าไปในปากก่อนจะสัมผัสปุ่มวงกลมบนตัวแท่งแล้วสูดลมหายใจเข้า ไม่ช้าควันสีขาวก็ฟุ้งออกมาจากปาก เขาปล่อยให้มันลอยอย่างอิสระออกไปในอากาศและดื่มด่ำกับรสชาติขมแปร่งในลำคอ หลังจากม่านหมอกอสูรพิษค่อยๆ สลายตัวลง เขาสังเกตเห็นอะไรบางอย่างปรากฏอยู่ที่ปลายเตียง

ทากะหยิบโทรศัพท์มือถือยี่ห้อเดียวกันแต่ไม่ใช่ของตัวเองขึ้นมา เขาจำได้ว่ามันคือมือถือโทรุ แต่สิ่งที่เขาจำไม่ได้คือ ทำไมมันถึงมาอยู่ในห้องนอนของตัวเอง

 

Photo 15-4-59 20 01 031 

หน้าจอโทรศัพท์อยู่ที่หน้าบันทึกเสียง มีไฟล์เสียงอยู่ 1 ไฟล์ที่บันทึกไว้เมื่อไม่นานมานี้ มันเป็นวันที่หลังจากพวกเขาเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้แล้ว ไฟล์นั้นเหมือนกำลังเย้ายวน เชิญชวนให้เขาลองกดเข้าไปฟัง ทันที่ที่นิ้วสัมผัสลงไป เสียงบทสนทนาของชาย 2 คนก็ดังออกมาจากลำโพง

          “นายไม่คิดว่ามันแปลกเหรอ” ชายคนแรกพูดขึ้น

          “เรื่องที่เกิดขึ้น นายลองคิดดูสิ” อีกเสียงหนึ่งตอบกลับมา

          “ใจเย็นก่อนโทโมยะ นายมีอะไรหรือเปล่า”

          “มีอะไรเหรอ? หึ ฉันน่ะไม่มีอะไรหรอก แต่ไอ้บ้านั่น…”

โทโมยะกับเรียวตะกำลังพูดถึงอะไรบางอย่าง แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่าพวกนั้นหมายถึงอะไร

         “ไอ้บ้านั่นเป็นคนทำอาหารแล้วฉันก็กลายมาเป็นแบบนี้ แถมมันยังเป็นคนหาไอ้เข็มฉีดยาบ้าๆ นั่นเจออีก 

          “นายหมายถึงทากะเหรอ”

          นายหมายถึงทากะเหรอ

          นายหมายถึงทากะเหรอ

          นายหมายถึงทากะเหรอ

          เมื่อได้ยินชื่อตัวเองดังออกมา เขารู้สึกเคว้งเหมือนโดนเหวี่ยงออกไปนอกโลก เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังแหวกว่ายอยู่ในชั้นบรรยากาศที่มีแต่เศษซากของดาวเคราะห์น้อยรอบกาย ทากะรู้สึกว่างเปล่าทั้งๆ ที่ร่างกายยังยืนอยู่ตรงนี้ ในห้องแห่งนี้

การถูกนินทาลับหลังเป็นสิ่งที่เขาเกลียดที่สุดในชีวิต ความเจ็บปวดในวัยเด็กพลันย้อนกลับมา คำพูดร้ายๆ คำยอกย้อนจากคนอื่น พวกเขาพูดออกมาทั้งๆ ที่ไม่รู้อะไรเลย พวกเขาก็แค่มองมาด้วยสายตาที่เหนือกว่าแล้วก็หัวเราะเยาะเหมือนทุกครั้ง แต่พวกเขาไม่เคยเข้าใจอะไรเลย เมื่อคิดแล้วเขาก็รู้สึกเจ็บแปลบในใจ

ทากะย้อนกลับไปฟังส่วนที่เขาพลาดไป

           “ฟังฉันก่อน จำได้ไหมมันบอกว่าอะไร มันเจอเข็มฉีดยาในลิ้นชักห้องตัวเอง! ให้ตายเถอะ…ห้องตัวเอง! ช่างบังเอิญอะไรอย่างนี้! ฮะๆๆๆๆ” เสียงหัวเราะสูงแหลมราวกับคนเสียสติดังออกมายาวนานก่อนจะหยุดลง

          “มันต้องวางแผนไว้แล้วแน่ๆ เรื่องทั้งหมดนี่ ทั้งไอ้บ้านบ้าๆ หลังนี้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้น”

          “นายคิดว่าทากะจะทำร้ายนายเหรอ ไม่มีทาง”

          “มันเป็นคนเดียวที่ดูไม่ตกใจเลยวันนั้น”

          “หมอนั่นจะทำแบบนั้นไปทำไม”

          “มนุษย์ทำได้ทุกอย่างนั่นแหละ…เรียวตะ”

 

ทากะยกบุหรี่ไฟฟ้าในมือขึ้นมาสูบก่อนจะพ่นไอสีขาวออกมา นิ้วมือเรียวยาวสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองได้ฟังอะไรลงไป เขารู้เพียงแต่ว่าอยากย้อนกลับไปลบมันออกจากความทรงจำ

“นึกว่าตายไปแล้วซะอีก” เสียงฝีเท้าดังขึ้นสดับความคิดของทากะ เขาหันไปมองและพบว่าคนที่เดินเข้ามาคือโทรุ ทากะรีบซ่อนมือที่ถือบุหรี่ไฟฟ้าไว้ด้านหลัง

“โทษที” ทากะพูดตอบ

“นายมาทำอะไรตั้งนาน”

“ฉันมาเอาของ–” แต่ทากะยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ โทรุก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน

“นั่นมันมือถือฉันนี่” ทากะยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ โทรุก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน เขาเร่งฝีเท้าเข้ามาแล้วฉวยโทรศัพท์ไปจากมือทากะ โทรุก้มลงมองคนตรงหน้าก่อนจะเอ่ยปากถาม

“ทำไมถึงมาอยู่กับนายได้”

“ฉันเจอมันอยู่ตรงนี้” ทากะส่ายหัวแล้วชี้ไปที่ปลายเตียง “ฉันไม่รู้มันมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง”

“นายกำลังบอกว่ามือถือฉันมีขาแล้วมันก็บังเอิญเดินมาอยู่ตรงนี้เองได้”

“ไม่ใช่อย่างนั้น–“

“แล้วนายซ่อนอะไรไว้ข้างหลัง” ทากะรู้สึกกระอักกระอ่วน เขาหลับตาก่อนจะเผชิญหน้ากับคนที่กำลังมองมาทางเขาอย่างเอาเรื่อง

“ฉันอธิบายได้ โทรุ”

“ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่านายจะอธิบายว่ายังไง” น้ำเสียงเย้ยหยันของอีกคนทำให้ทากะรู้สึกเหมือนห้องเย็นยะเยือกเหมือนช่องแช่แข็ง

“ฉันขึ้นมาเอาของ แล้วตอนนั้นก็เห็นมือถือนายวางอยู่ตรงนี้ ฉันหยิบขึ้นมาเจอว่ามีไฟล์เสียงประหลาดๆ อยู่ ฉันก็เลย–“

“นายก็เลยเปิดฟัง”

“ช..ใช่ แต่–“

“โอเค พอได้แล้ว”

“แต่นายต้องฟังเสียงที่มันบันทึกไว้ก่อน โทรุ!”

“ฉันไม่สน”

“ไฟล์เสียงนั่นเกี่ยวกับโทโมยะ”

“โทโมยะทำไม”

“โทโมยะสงสัยว่าฉันเป็นทำ ฉันเป็นคนวางยา!”

“แล้วนายทำจริงหรือเปล่าล่ะ”

“โถ่ โทรุ! ไม่เอาน่า!”

“ทีนายยังโกหกฉันเรื่องนี้ได้เลย” โทรุกระชากมือที่ซ่อนไว้ด้านหลังของทากะออกมา แท่งบุหรี่ไฟฟ้าสะท้อนกับแสงบนเพดานห้อง เขารู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เหมือนถูกตำรวจจับพร้อมของกลางในมือ

“ฉันพยายามแล้ว…”

“ถ้านายโกหกฉันเรื่องนี้ได้ แล้วนายจะโกหกฉันเรื่องอื่นไม่ได้เหรอ”

“ฉันกำลังจะเลิกแล้ว โทรุ”

โทรุส่ายหน้าก่อนจะปล่อยมืออีกฝ่ายลงไปตามแรงโน้มถ่วง บุหรี่ไฟฟ้าหลุดออกจากมือทากะลงไปนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นห้อง

“นายคงตายเพราะมันก่อนที่จะเลิกได้”

ประตูห้องปิดลงดังปัง โทรุเดินจากไปโดยไม่หันหลังกลับมา ทากะล่าถอยจนหลังไปชิดผนังก่อนจะค่อยๆ ไถลตัวทรุดลงมาที่พื้น ขาทั้งสองข้างแบกรับน้ำหนักเอาไว้ไม่ไหว เขารู้สึกเหมือนตัวเองหนักเป็นตัน ทุกอย่างปะเดปะดังเข้ามาพร้อมๆ กันจนตั้งตัวไม่ถูก ทั้งถูกเพื่อนร่วมวงสงสัย ทั้งสูญเสียความไว้ใจจากคนใกล้ชิดที่สุด เขารู้สึกเหมือนมีน้ำเค็มๆ ไหลเข้ามาตรงมุมปาก มือลูบไล้ไปบนเส้นผมสีเข้มก่อนจะดึงทึ้งมันเพื่อระบายอารมณ์ เขาขยำแล้วบิดเพื่อให้ความรู้สึกเจ็บแปลบย้ายไปอยู่ที่หนังศีรษะแทน แต่มันช่วยอะไรได้ไม่มากนัก เขาหันไปมองบุหรี่ไฟฟ้าที่อยู่ตรงปลายเท้าก่อนจะหยิบมันขึ้นมาแล้วขว้างไปยังผนังอีกฝั่งอย่างสุดแรง

“อ๊ากกกกกกกกกกกกก!!!!”

บุหรี่ไฟฟ้าปะทะกับผนังแข็งๆ ก่อนจะตกลงมาโดยไม่ได้รับอันตรายใดๆ มันกลิ้งกลุกกลักไปบนพื้นตามกฎฟิสิกส์จนในที่สุดก็สะดุดกับขอบโต๊ะแล้วหยุดลง

เสียงตะโกนที่ดังกึกก้องไปทั่วห้องก็ไม่อาจเทียบได้กับเสียงร่ำไห้ที่ดังระงมในใจเขา

 

 

ทากะเดินลงมาพร้อมขอบตาที่แดงก่ำ เขานั่งลงตรงมุมที่ห่างจากทุกคนมากที่สุดแล้วไม่พูดไม่จากับใคร มันเป็นเช้าวันใหม่ที่หดหู่เหลือเกิน

บรรยากาศในบ้านเลวร้ายกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา คล้ายมีม่านหมอกดำมืดปกคลุมอยู่ด้านบน อึดอัดเสียยิ่งกว่าขาดอากาศหายใจ เรียวตะกับโทโมยะสบตากันอย่างฉงน มือกลองใช้นิ้วโป้งชี้ไปยังทากะอย่างลับๆ ก่อนเรียวตะจะยักไหล่ตอบกลับไป ความเงียบดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุดเมื่อโทรุทนไม่ไหวเอ่ยปากพูดขึ้นมา

“ตอนนี้ทุกคนควรอยู่ด้วยกัน” ทุกคนรอให้เขาพูดต่อ

“จะไปไหนต้องมีอีกคนไปด้วยทุกครั้ง ห้ามไปไหนคนเดียว” โทรุเงยหน้าขึ้นมามองทุกคนก่อนจะหยุดสายตาลงที่ทากะ นักร้องนำไม่ได้มองมาทางเขา

“ทำไมต้องทำแบบนั้น” โทโมยะถามขึ้น

“มันไม่ปลอดภัย” โทรุตอบกลับ “อาจมีคนปั่นหัวเราอยู่”

“แม้แต่ตอนไปห้องน้ำเหรอ” เรียวตะสงสัย

“แม้แต่ตอนไปห้องน้ำ” โทรุยืนยันเสียงหนักแน่น

“ถ้าทุกคนโอเค ฉันก็โอเค” โทโมยะเอนตัวลงบนพนักพิงโซฟาแล้วตอบกลับมา

“ฉันโอเค” เรียวตะให้คำตอบ โทรุพยักหน้าเป็นสัญญาณว่ารับรู้

ทุกคนหันไปมองชายที่นั่งแยกตัวออกไป เมื่อเจ้าตัวรู้สึกถึงสายตาของทุกคนเลยเบี่ยงหน้าไปทางพวกเขา

“ยังไงก็ได้”

 

 

 

 กฎก็คือจะไปไหนต้องมีคนไปด้วยเสมอ จะเป็นใครก็ได้ในสามคนที่เหลือ แต่ห้ามอยู่คนเดียวเด็ดขาดและไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น โทรุคิดว่ามันปลอดภัยกว่าถ้าทำแบบนี้ ทุกคนก็ไม่ได้ขัดอะไร

 

10.03 น.

“ฉันจะไปห้องน้ำ” 

ทากะประกาศขึ้นมาเป็นคนแรกหลังมีกฎใหม่ เขาต้องการการปลดปล่อย กระเพาะปัสสาวะขยายจนถึงจุดที่เขาไม่สามารถทนได้อีกต่อไปแล้ว หากปล่อยไว้เช่นนี้ อีกไม่นานเขาอาจกลายเป็นเด็กชายทากะที่ปัสสาวะราดในห้องเรียน ชีวิตคงไม่สามารถอับอายได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว

“ฉันไปเอง” โทรุยืนขึ้น รอให้อีกฝ่ายนำทางไป

ทั้งสองเดินมาถึงห้องน้ำโดยไม่ได้เปล่งเสียงแม้แต่นิดเดียว ทากะเดินเข้าไปแล้วล็อคประตู

 

 

โทรุยืนพิงผนัง เข็มนาฬิกากระดิกผ่านไปหลายวินาที เขาละล้าละลังก่อนจะพูดผ่านประตูเข้าไป

“ฉันขอโทษ” เขาจ้องไปยังผนังว่างเปล่าเบื้องหน้าราวกับว่าหากเขาตั้งใจเพ่งมันแล้วจะมีอะไรโผล่ออกมา “เมื่อคืนฉันไม่ได้ตั้งใจพูดไม่ดีกับนาย”

เสียงน้ำกระทบโถปัสสาวะหยุดลง เขารอคำตอบจากอีกฝั่งของประตู แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมา

“เรื่องมือถือไม่ใช่ปัญหาหรอก” โทรุเม้มปากแน่น “ฉันแค่โมโหที่นายยังสูบอยู่”

ทากะเปิดประตูออกมา คนที่เพิ่งเสร็จธุระเอามือที่เปียกเช็ดกับกางเกง หลงเหลือรอยรูปฝ่ามือเอาไว้บนเนื้อผ้า

“ฉันรู้” ทากะยกชายเสื้อมาเช็ดหน้าที่เปียกชุ่มไปด้วยหยดน้ำ ถ้าเขาไม่ได้เพิ่งออกมาจากห้องน้ำ คงมีคนเข้าใจผิดว่าข้างนอกฝนตก “ฉันเองก็ผิด ฉันโกหกนาย”

โทรุขมวดคิ้ว เขากำลังจะถามว่าทากะหมายถึงอะไร

“ฉันยังเลิกไม่ได้” ทากะสารภาพออกมาตามตรง เขากำลังพูดถึงบุหรี่

“นายมีอะไรจะบอกอีกไหม”

“ไม่มี” ทากะตอบกลับมาทันที

“งั้นตอนนี้เราก็หายกัน” โทรุถามยืนยันว่าพวกเขาเข้าใจตรงกัน

“อือ”

“เหมือนเดิม?” โทรุยกมือมากำอยู่ตรงหน้า

“เหมือนเดิม” ทากะเอากำปั้นไปกระทบกับอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะโน้มตัวเอาไหล่มากระทบกัน มืออีกข้างตบไปที่แผ่นหลังของอีกฝ่ายอย่างที่ลูกผู้ชายชอบทำกัน

“แต่ฉันมีอะไรจะบอก” โทรุจำต้องเลิกคิ้วขึ้นอีกครั้งอย่างสงสัย

“นายแม่งเลือกขอโทษได้ถูกเวลาจริงๆ ตอนฉันฉี่เนี่ยนะ ให้ตาย”

โทรุหัวเราะออกมา

“ก็ช่วยไม่ได้นี่ ฮ่าๆ”

 

 

 10.03 น.

“ฉันจะไปห้องน้ำ” จู่ๆ ทากะก็พูดขึ้นมาหลังนั่งอยู่กับตัวเองมานาน

“ฉันไปเอง” ไม่ช้าโทรุก็ยืนขึ้น ก่อนจะเดินตามหลังทากะไป

โทโมยะรอให้แผ่นหลังทั้งสองคนหายลับไปจากสายตาก่อนจะหันไปหาเรียวตะ

“สองคนนั่นมีอะไร” โทโมยะถามคำถามที่เขาสงสัยมานาน แต่ดูเหมือนเพื่อนของเขาก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก เรียวตะส่ายหัวก่อนจะตอบว่าเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

“โคตรน่าสงสัย” โทโมยะจิ๊ปากอย่างหงุดหงิด คิ้วขมวดกันเป็นปม เขาเอานิ้วโป้งเข้าปากแล้วใช้ฟันขบเล็บที่เป็นรอยขรุขระ

“วันก่อนฉันเห็นทากะทำอะไรลับๆ ล่อๆ อยู่คนเดียว” เรียวตะนึกขึ้นได้ “ฉันตามไปดูแต่ไม่ได้เรื่องอะไร” เมื่อเพื่อนเปิดประเด็นขึ้นมาเขาเองก็รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติเหมือนกัน

“เมื่อวานไอ้บ้านั่นออกมาจากห้องโทรุตอนเช้า สองคนนั่นอาจสมคบคิดกัน”

 

 

 

เรียวตะใช้นิ้วมือเคาะกับโต๊ะเป็นจังหวะ เขาชอบทำแบบนั้นเวลาคิดอะไร

“แล้วอยู่ดีๆ วันนี้โทรุก็เสนออะไรขึ้นมา มันแปลก” โทโมยะบ่นพึมพำ

 

 

นิ้วที่เคาะกับโต๊ะเร่งจังหวะขึ้น

“นายช่วยหยุดสักทีได้ไหม! ประสาทจะกิน!” โทโมยะระเบิดออกมา ตาจ้องเขม็งไปยังมือเบสอย่างเดือดดาล เสียงเคาะโต๊ะจึงหยุดลง

“เราจับตาดูไปก่อนก็แล้วกัน” เรียวตะสรุปบทสนทนาแต่เพียงเท่านั้น

 

 

 14.35 น.

เวลาล่วงเลยมา ทั้งสี่คนยังนั่งรวมกันอยู่ในห้องนั่งเล่น ทากะนอนหลับอยู่บนโซฟาโดยมีโทรุนั่งอยู่ข้างๆ เรียวตะยุ่งอยู่กับหนังสืออะไรบางอย่าง โทโมยะมองภาพที่อยู่ตรงหน้าอย่างเบื่อหน่าย เขาพลิกหนังสือไปมาจนหมดความอดทน

“ฉันจะขึ้นไปเอาของที่ห้องหน่อย” โทโมยะส่งสายตาไปยังเรียวตะ แต่เขากำลังมีสมาธิอยู่กับครอสเวิร์ดในนิตยสาร โทโมยะชักสีหน้าก่อนจะลอบเอาข้อศอกกระทุ้งเข้าที่สีข้าง ทำให้เรียวตะกระเด้งตัวขึ้นมา

“ห๊ะ” เขาตกใจเหมือนสัตว์ในกรงที่โดนเด็กไม่รู้เรื่องที่ไหนมาแหย่เล่น แต่เมื่อหันมาเห็นสีหน้าโทโมยะ เขาจึงเข้าใจว่าเพื่อนต้องการอะไร

“อ๋อ เดี๋ยวฉันไปด้วย”

โทโมยะเดินขึ้นมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย แต่แทนที่เขาจะเลี้ยวเข้าห้องตัวเอง เขากลับเลี้ยวไปยังห้องทากะ

“นั่นไม่ใช่ห้องนาย” เรียวตะทักเมื่อมาหยุดอยู่ตรงบันไดขั้นสุดท้าย

“เห็นฉันโง่มากเหรอ” โทโมยะพูดอย่างตำหนิก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปโดยไม่สนใจเพื่อนที่มาด้วย

เรียวตะเดินตามหลังมาเห็นโทโมยะกำลังรื้อของในลิ้นชักห้องคนอื่นอย่างไม่รู้สึกอะไร

“นายจะทำอะไร”

“อย่ามัวแต่ยืนบื้อ มาช่วยกันค้น”

“ค้น? ค้นอะไร”

“อะไรก็ตามที่ไม่เข้าที่เข้าทาง”

แม้เรียวตะจะไม่เข้าใจนักว่า ‘อะไรก็ตามที่ไม่เข้าที่เข้าทาง’ ของโทโมยะหมายถึงอะไร แต่เขาก็ทำตามเพื่อนสนิท บางทีโทโมยะอาจมีความคิดอะไรบางอย่าง

“มันต้องมีอะไรสักอย่างสิ” โทโมยะลุกลี้ลุกลน เขาแน่ใจว่าทากะเก็บความลับอะไรเอาไว้ เพียงแต่เขายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร มือกลองลงมือรื้อในตู้เสื้อผ้า แหวกดูตามชุดต่างๆ แล้วล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ แต่เขาก็หงุดหงิดเมื่อไม่พบอะไร

เรียวตะค้นในกระเป๋าเดินทางอย่างเกรงใจ เขารู้สึกไม่ดีที่มาทำอะไรลับหลังเพื่อนแบบนี้

“อาจไม่มีอะไรก็ได้นะ” เรียวตะพูดพลางมองไปทางโทโมยะที่เส้นเลือดปูดโปนจนเห็นชัดบนใบหน้า มือกลองรื้อของในตู้อย่างร้อนรนแล้วกัดฟันกรอด ก่อนจะหมดความอดทนแล้วกระแทกประตูตู้ปิดดังปัง

“เอาไปซ่อนที่ไหนวะ!” เขาเตะประตูตู้เสื้อผ้าอย่างไม่พอใจ เรียวตะเข้าไปจับตัวโทโมยะไว้

“เฮ้ ใจเย็น เดี๋ยวคนอื่นก็สงสัยกันพอดี” โทโมยะสะบัดมือเรียวตะออกแล้วกระแทกเท้าออกจากห้องไป ทิ้งให้เรียวตะถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนจะเดินตามออกไป

 

 

18.50 น.

เมื่อหมดเวลาของอาหารเย็น โทรุขอตัวไปสูบบุหรี่โดยมีทากะเดินตามไปเป็นเพื่อน

พวกเขาอยู่ในห้องนอนของมือกีตาร์ ที่นี่ไม่มีระเบียงให้พวกเขาสูบบุหรี่แล้วนั่งมองดาวแบบในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดชวนฝันพวกนั้น

“นายว่าฉันแต่นายก็ทำเอง” ทากะพูดขึ้นมาเมื่อเห็นควันลอยขโมงออกมาจากปากโทรุ

“มันไม่เหมือนกัน” โทรุยักคิ้วแล้วสูดลมหายใจเข้า ทำให้เห็นไฟแดงๆ สว่างขึ้นที่ปลายมวน

“ถ้าเราหายไปนานๆ พวกนั้นจะสงสัยไหม”

“สงสัยอะไร”

“ว่าเรามาทำอะไรกันบนนี้”

“ก็ไม่ได้ทำอะไร จะสงสัยทำไม”

“เหรอ”

โทรุโน้มตัวเข้ามาหาทากะ กลิ่นบุหรี่เหม็นคลุ้งลอยเข้ามากระทบจมูก เขาเอาจมูกไล้ไปตามซอกคอของนักร้องนำ ทากะเอามือขึ้นมาผลักตัวโทรุออก

“ไปได้หรือยัง”

“ยัง”

โทรุขบเข้าที่ซอกคอ มือเลื่อนไปใต้เสื้อ เผยให้เห็นเนื้อหนังที่อยู่ด้านใต้ มือหยาบไล้ไปตามกระดูกสันหลังที่นูนชัดก่อนจะโอบให้อีกฝ่ายเข้ามาแนบชิดกับเขามากขึ้น ทากะเบือนหน้าไปอีกทาง มือกีตาร์สูบบุหรี่ในมืออีกข้างก่อนจะจับหน้าทากะให้หันมา เขาประกบริมฝีปากเข้ากับอีกฝ่ายแล้วพ่นควันบุหรี่เข้าไปในนั้น ทากะไอออกมาแล้วมองอย่างไม่พอใจ

เมื่อเห็นว่าแหย่คนตรงหน้าสำเร็จ โทรุก็ยิ้มออกมาก่อนจะดับบุหรี่ในที่เขี่ยบุหรี่แล้วผลักทากะลงบนเตียง

 เส้นทางสู่มอร์ดอร์

 

 21.10 น.

 

เรียวตะกุมท้องแล้วทำหน้าเหยเกใส่เพื่อนที่มองมา

“นายเพิ่งกินข้าวมาไม่ใช่หรือไง” โทโมยะบ่น

“โถ่ แต่นี่มันสามทุ่มแล้วนะ”

“ยังมีของอยู่ในตู้เย็น” ทากะสงสารเพื่อนร่วมวงเลยบอกไปอย่างเวทนา

“อืม เดี๋ยวฉันลองไปเปิดดู นายไม่ต้องมาก็ได้ แค่นี้เอง” เรียวตะลุกขึ้นมา แต่เมื่อเห็นโทโมยะจะลุกตามมา เรียวตะก็หยุดเขาไว้

“กฎก็ต้องเป็นกฎ”

“โอเคๆ” เรียวตะไม่เข้าใจว่าโทโมยะไปเคร่งกับกฎพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไร แต่เขาก็เออออตามนั้น

เมื่อมาถึงห้องครัว เรียวตะปรี่เข้าไปหาตู้เย็นตามเสียงร้องที่ลุกฮืออยู่ในกระเพาะเขา มีอะไรในตู้เย็นบ้าง เขาเลือกมาอย่างลวกๆ ก่อนจะหยิบใส่ปากแล้วเคี้ยวอย่างพึงพอใจ เสียงประท้วงจากด้านในเงียบลงเมื่อได้รับสิ่งที่ต้องการตามความเรียกร้อง เรียวตะจัดการขนมปังในมือหมดอย่างรวดเร็ว เขากำจัดเศษขนมปังออกจากนิ้วโดยการถูมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกันแล้วจึงเอามือไปเช็ดกางเกง

โทโมยะยืนพิงเคาน์เตอร์ข้างตู้เย็นมองภาพชายผู้หิวโหยอยู่ไม่ห่าง มือทั้งสองข้างเท้าอยู่ที่เคาน์เตอร์

“เราควรจัดการพวกนั้นก่อนที่จะสายไป” มือกลองพูดขึ้นด้วยสีหน้าขึงขัง “ฉันหมายถึงทากะ”

“จัดการ?” เรียวตะหันไปมองเพื่อนตรงหน้า แวบหนึ่งเขารู้สึกกลัวขึ้นมา

“ทำให้หมอนั่นปริปาก ไม่ก็แสดงธาตุแท้ของมันออกมา”

ดีที่เขาแค่คิดไปเอง

“นายมีแผนเหรอ”

“ฉันมี” โทโมยะหันมาจ้องมือเบสพลางประเมินสถานการณ์ก่อนจะชี้นิ้วไปทางเขา “แต่นายจะเป็นคนทำ”

โทโมยะโน้มตัวไปกระซิบข้างหูเรียวตะ คนฟังพยักหน้าตามเป็นระยะ ก่อนที่ทั้งสองจะผละออกมาแล้วสบตาอย่างรู้กัน

 

 

23.50 น.

คืนนั้น ทากะต้องการห้องน้ำอย่างเร่งด่วน เขาไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอาหารเย็นหรือเปล่าที่ทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนขนาดนี้ เขาเหลือบมองนาฬิกา มันเกือบจะเที่ยงคืนแล้ว เขาเกรงใจเพื่อนที่นอนอยู่เลยย่องออกไปเงียบๆ เพียงลำพัง แต่แล้วมือข้างหนึ่งก็เอื้อมมาจับข้อมือเขาไว้

          เรียวตะเดินตามหลังทากะมาไม่ห่าง นักร้องนำต้องการใช้ห้องน้ำในห้องตัวเอง ‘เพื่อความสะดวก’ เขาพูดอย่างนั้น มือเบสรอจนกว่าทากะจะทำธุระเสร็จ ในขณะที่นักร้องนำกำลังจะก้าวออกไปจากห้อง เรียวตะก็หยุดเขาไว้

          “ฉันอยากคุยกับนาย” เรียวตะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังจนทำให้ทากะต้องหันไปมอง      

          “เรื่องโทโมยะ”

          เมื่อได้ยินชื่อนั้นทากะรู้ทันทีว่ามันหมายถึงอะไร แค่จะกลืนน้ำลายก็รู้สึกลำบากเหลือเกิน เขาพลอยนึกถึงบทสนทนาในบันทึกเสียงนั่น คงไม่พ้นเรื่องนั้นเป็นแน่

          “ฉันคิดว่า…โทรุเป็นคนทำ”

          สิ่งที่ออกมาจากปากเรียวตะไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดคิด ม่านตาของทากะขยายขึ้นในทันที หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะด้วยความสับสน เรียวตะไปรู้อะไรมากันแน่

          “ฉันเห็นโทรุใส่อะไรบางอย่างลงไปในอาหาร แล้ววันนั้นเขาก็ทำตัวลับๆ ล่อๆ ฉันเดินตามไปเห็นเขาเอาเข็มฉีดยา–” เรียวตะหยุดพูดแล้วก้มหน้าลง

          “เรียวตะ นายพูดอะไร” ทากะถามเสียงสั่น ใจหนึ่งเขาไม่อยากได้ยินอะไรอีกต่อไปแล้ว แต่อีกฝ่ายในหัวกลับบอกให้เขาฟังต่อ

          “โทรุเอาเข็มฉีดยา–” เรียวตะเม้มปากแน่นจ้องตรงมา สายตาเขาดูเจ็บปวดเหมือนปิดกั้นอะไรบางอย่างไว้ภายใน มือเบสหลบตาเขาก่อนเอามือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดหน้าแล้วสะอึกสะอื้นออกมา

          “ฉันขอโทษ ฉันทำไม่ได้ ฮึก..” เขาร้องไห้ฟูมฟายเหมือนเด็กๆ ทากะไม่เข้าใจแต่ก็เอามือแตะปลอบอย่างอ่อนโยน

          “ฉันโกหก…เรื่องโทรุ ฉันกุมันขึ้นมา นายลืมมันไปซะ” เขาส่ายหัวซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น

          “เดี๋ยวก่อน ฉันสับสนไปหมดแล้ว”

          เรียวตะสูดน้ำมูกที่ไหลลงมาบนใบหน้าแล้วใช้ชายเสื้อเช็ดส่วนที่เกรอะกรังอยู่ “โทโมยะ ไม่ใช่ ฉันกับโทโมยะ…สงสัยว่านายเป็นคนทำ”

          คิดว่าฉันไม่รู้เหรอ ทากะคิดในใจ มือยื่นทิชชู่ไปให้อีกฝ่าย

          เรียวตะรับทิชชู่มาไว้ในมือ ปากของเขาสั่นเทา มือเบสเงยหน้าขึ้นมามองทากะแล้วกัดฟันพูดออกมาในที่สุด

          “นายได้ทำจริงหรือเปล่า”

          ทากะรู้สึกเหมือนโดนมีดแทงเข้ากลางอก มันเจ็บแปลบเหมือนคำพูดนั้นฉีกกระชากกล้ามเนื้อหัวใจของเขาเป็นเส้นเล็กๆ ความรู้สึกของคนกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดคงไม่ต่างจากกันมากนัก

          “ถ้าฉันบอกว่าไม่ นายจะเชื่อหรือเปล่า” เขาถามคนตรงหน้ากลับ

          “ถ้านายบอกให้เชื่อ ฉันก็จะเชื่อ”

          ทากะพิจารณาคนตรงหน้าพักหนึ่ง ก่อนเขาจะหลับตาลง

          “แต่ฉันไม่เชื่อใจนาย”

          “ทากะ…”

 

 

 

ทากะเดินลงมาที่ห้องนั่งเล่นแต่ไม่พบใคร ไม่ช้าโทรุกับโทโมยะก็เดินกลับมาพร้อมกัน

“เสื้อนายไปโดนอะไรมา” โทรุทักขึ้นเมื่อเห็นจุดแดงๆ บนเสื้อทากะ เขาก้มลงมองตามสายตาอีกฝ่าย

“ซอสเมื่อตอนเย็นมั้ง” ทากะยักไหล่แล้วเอามือปัดเช็ดมันออก แต่คราบนั้นคงทนเหลือเกิน

“แล้วเรียวตะไปไหน” โทโมยะถามขึ้นเมื่อมองไปรอบๆ แล้วเห็นสมาชิกอยู่กันไม่ครบจำนวน ทากะยักไหล่ตอบกลับไป

“นายไปไหนมาดึกดื่นแบบนี้” โทรุถาม

“ฉันไปห้องน้ำกับเรียวตะ แต่ฉันลงมาก่อน”

“นานหรือยัง”

“ก่อนเที่ยงคืน” ทากะตอบ เขาเหลือบมองนาฬิกาอีกครั้ง

 

00.15 น.

 

“ขึ้นไปดูเถอะ” โทรุเสนอ

 

 

 

 

 

“พระเจ้า!!” โทโมยะเอามือปิดปากไว้ เขารู้สึกเหมือนจะอาเจียนออกมาได้ทุกเมื่อ

“บ้าน่า…” ทากะมองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อ เขาอ้าปากค้างเหมือนจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ไม่มีคำไหนหลุดออกมาจากปาก

โทรุหันหน้าหลบไปทางอื่น เขาเอามือปิดปากแล้วมองไปบนเพดาน เขาไม่อยากมองภาพตรงหน้า เขาไม่อยากจดจำเพื่อนในสภาพแบบนี้

กลิ่นเลือดคละคลุ้งไปทั่วห้อง เลือดสีแดงสดไหลย้อนลงมาตรงที่ทั้งสามคนยืนอยู่ โทรุเขยิบไปด้านข้างเพื่อหลบมัน

“ทำไมถึงเป็นแบบนี้” ทากะพูดขึ้นอย่างประหลาดใจ เขาเดินไปคุกเข่าข้างๆ ร่างของเรียวตะก่อนจะเอามือลูบเปลือกตาที่ค้างอยู่ให้ปิดลง

“ใครตอบได้บ้างว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!” โทโมยะทึ้งหัวตัวเองแล้วทุบกำปั้นเข้ากับกำแพง

“มีใครเห็นเรียวตะทำอะไรผิดปกติก่อนเกิดเรื่องหรือเปล่า” ทากะก้มหน้าลง เขาทำหน้าเหยเกคล้ายจะร้องไห้ ไม่นานน้ำตาก็ไหลมาอาบสองข้างแก้ม ทากะเงยหน้าขึ้นมาแล้วปาดน้ำตาออก

โทรุยืนจ้องทากะจากตรงประตูก่อนจะเดินลงไปนั่งยองๆ แล้วเอามือแตะบ่าของนักร้องนำ เขาออกแรงบีบเบาๆ

 

 

“ทากะ…นายเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับเรียวตะ”

 

 

 

 

ร่างของเรียวตะนอนแผ่อยู่บนพื้น ตาเปิดค้างแต่กลับไม่รู้สึกถึงวิญญาณที่อยู่ในนั้น ที่อกซ้ายมีมีดปักอยู่ เลือดสีแดงสดไหลออกมาจากรอยแผล มันไหลผ่านตัวของเขาลงไปสู่พื้นห้องก่อนจะไหลผ่านไปตามร่องกระเบื้อง มันไหลและไหลไปรวมกันจนเอ่อล้นออกมาเป็นแอ่งโลหิต สีแดงโอบรอบกายของมือเบสผู้มีหัวใจมุ่งมั่น

สีแดง คือสีสุดท้ายที่เขาเห็น

 

I thought that I was in heaven

ฉันคิดว่าฉันอยู่บนสวรรค์

But I was sure surprised

แต่ฉันกลับต้องตกใจ

Heaven help me, I didn’t see

สวรรค์ช่วยที ฉันไม่ทันเห็น

The devil in your eyes

ปีศาจร้ายในแววตาเธอ

 

Elvis Presley – (You’re the) devil in disguise

 

 

TO BE CONTINUED.

 _____________________________

 

TALK

◊ เขียนแล้วรู้สึกเหมือนจะเสียสติ

◊ ใครจะคอมเม้นท์ขออย่าเอ่ยชื่อนะ จะใส่นามแฝงหรืออะไรก็ได้ เดี๋ยวสปอยล์คนยังไม่ได้อ่าน ขอบคุณค่ะ

◊ โฟรโด้สวมแหวนแล้วไปมอร์ดอร์ ใครถึงที่หมายขอให้พิมพ์ว่า “ของรักของข้า”

◊ เหมือนเดิม สามารถพูดคุย คอมเม้นท์ แลกเปลี่ยนทฤษฎีได้ที่บล็อกนี้หรือที่แฮชแท็ก #ฟิคจินเซย์ ได้ตลอดนะ

 

 

writer/sound&photo editor : @puroii

แฮชแท็กทวิตเตอร์ : #ฟิคจินเซย์

Advertisements

5 thoughts on “【OOR fic】 Jinsei Game : Chapter 4

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s