jinsei game

【OOR fic】 Jinsei Game : Chapter 6

jg

 

คำแนะนำ : กรุณากดฟังไฟล์เสียงทุกครั้งเพื่ออรรถรส

 

 

♣  Previous chapter  

Prologue + Chapter 1 | Chapter 2 | Chapter 3 | Chapter 4 | Chapter 5

 

_____________________________

 

ตอนที่ 6

 

 

          ค่ำคืนนี้เป็นยามวิกาลที่เงียบที่สุดเท่าที่เคยมีมา เงียบประหนึ่งได้ยินเสียงความคิดของใครอีกคน สงัดแม้กระทั่งเสียงลมหายใจที่ว่าเบายังสะท้อนกังวานในใบหู แน่นิ่งราวกับมีใครไปล้อเล่นกับห้วงมิติแล้วกดปุ่มหยุดเวลาเอาไว้ แต่ทว่าภายในใจของพวกเขาปั่นป่วนดั่งพายุหมุน การสูญเสียเป็นเรื่องปกติของวัฏจักรชีวิตมนุษย์ แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าพวกเขาจะต้องสูญเสียเพื่อนไปในค่ำคืนนี้

          “ฉันแยกกับเรียวตะแล้วก็เดินลงมา เขาบอกจะตามมาทีหลัง ฉันรู้แค่นั้น” ทากะอธิบายให้ทุกคนฟัง มือประสานกันอยู่หน้าตัก โทรุจ้องไปยังรอยเปื้อนสีแดงบนเสื้อทากะอย่างเหม่อลอย

          “ฉันจะรู้ได้ไงว่านายไม่ได้โกหก…อีก ” โทรุถามกลับไป เขาเน้นคำสุดท้ายพลางเลื่อนสายตาไปยังนักร้องนำ

          ทากะมองตอบแล้วย่นจมูกอย่างเสียไม่ได้ ทากะไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาพูดอีก เขาทำเป็นไม่สนใจคำประชดประชันของอีกฝ่ายแล้วถามขึ้น “แล้วนายสองคนไปไหนมา”

          “ฉันไปห้องน้ำกับโทรุ” โทโมยะตอบ เขาหันไปมองมือกีตาร์เพื่อขอคำยืนยัน

          “ใช่ ฉันไปกับโทโมยะ”

          ทากะพ่นลมหายใจออกทางจมูกแรงๆ “หมายความว่าฉันเป็นผู้ต้องสงสัยคนเดียวงั้นเหรอ” ตัวเขากำลังโดนครหาในสิ่งที่ตนไม่ได้ทำ เขาโดนตราหน้าว่าเป็นฆาตกรทั้งที่เขาเป็นเพียงผู้บริสุทธิ์คนหนึ่ง

          “งั้นคงต้องไปถามเรียวตะแล้วล่ะว่าใครทำ” ทากะขำออกมา มันช่างน่าขันสิ้นดี

          “มันไม่ใช่เรื่องตลก” โทรุขมวดคิ้วอย่างตำหนิ

          “แล้วจะให้ฉันทำยังไง!?” ทากะหันขวับไปทางโทรุ “ฉันพูดอะไรนายก็ไม่เชื่ออยู่แล้วนี่ นายสองคนก็อยู่ด้วยกันตลอด ส่วนฉันตัวคนเดียว”

          “เดี๋ยวก่อน” โทรุเอะใจขึ้นมา “เราไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอด โทโมยะไป..เอ่อ…ทำธุระส่วนตัว ฉันเลยไปรอที่ห้อง” คราวนี้มือกีตาร์หันไปมองโทโมยะแทนคำถาม

          “ใช่ ฉันไปทำธุระ นายก็เห็นฉันเดินเข้าไปในห้อง” โทโมยะพูดอย่างมั่นใจ “แล้วนาย ล่ะไปไหน โทรุ”

          โทโมยะมองกลับไปยังมือกีตาร์ แววตากวนประสาททำให้เขาหัวเสีย โทรุเป็นคนตั้งคำถามแต่ทำไมเขากลับเป็นฝ่ายโดนซักไซ้แทน

          “ฉันก็ไปรอที่ห้องไง ฉันบอกนายไปแล้ว”

          “นายบอก ฉัน แต่ความจริงล่ะ” โทโมยะหรี่ตามองอย่างสงสัย โทรุเริ่มร้อนรนเมื่อเห็นว่าทิศทางของบทสนทนานี้เริ่มเปลี่ยนไปทางไหน

          “นี่จะหาเรื่องกันหรือไง!” มือกีตาร์ทนไม่ไหวเดินเข้าไปประชันหน้าโทโมยะแล้วกระชากคอเสื้อมือกลองเข้ามาใกล้ สายตาจดจ้องอย่างเอาเรื่อง

          “ใจเย็นก่อนได้ไหม” ทากะขัดจังหวะทั้งสองเอาไว้ก่อนที่เรื่องจะลุกลามมากไปกว่านี้ เขาสงสัยว่าทำไมทุกอย่างถึงกลับตาลปัตรไปขนาดนี้ โทรุจำใจคลายมือออกจากคอเสื้อโทโมยะแล้วมาหยุดยืนตั้งสติ

          “สรุปตอนนี้ก็ยืนยันอะไรไม่ได้เลย” ทากะพูดขึ้น

        ทุกคนมองหน้ากันนิ่ง แววตาไม่แสดงความเชื่อใจเหมือนก่อน

          เมื่อความไว้ใจเริ่มสั่นคลอน ความอึดอัดก็เข้ายึดครองทุกตารางเมตรในห้องนั่งเล่น พวกเขาอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่มีใครกล้าพูดอะไร ไม่มีใครกล้าเชื่อคำพูดใคร  

          ค่ำคืนนี้มันยาวนานกว่าที่พวกเขาคาดคิด

 

 

 _________________

 

          ภายหลังพวกเขาตัดสินใจว่าต้องทำอะไรบางอย่างกับร่างของเรียวตะ โทรุและทากะจึงเข้าไปในที่เกิดเหตุ มือเบสยังคงอยู่ที่เดิม เลือดที่ไหลนองบัดนี้แห้งกรังแล้วแต่กลิ่นร้ายเริ่มโชยออกมา

          บนร่างไร้วิญญาณมีกระดาษแผ่นหนึ่งวางไว้  มันมีข้อความเขียนเอาไว้ว่า

 

 

          อัศวินคนที่สองบนม้าสีแดงแกว่งไกวดาบใหญ่ไว้เหนือหัวด้วยความคล่องแคล่วว่องไว เขายังหนุ่มแต่มีใบหน้าถมึงทึง คำพูดดูหมิ่นของเขาแสดงความทารุณอย่างไม่ปราณี เครื่องแต่งกายสีแดงเลือดโบกสะบัดตามการเคลื่อนไหวของม้าป่า แนบชิดให้เห็นกล้ามเนื้อของผู้ที่มีกำลัง เขามาเพื่อพรากชีวิตของประชากรด้วยดาบในมือ

 

 

          เมื่อทั้งคู่อ่านแล้วจึงเข้าใจว่า ‘สงคราม’ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะต้องการหรือไม่ก็ตาม โทรุปลดผ้าม่านห้องน้ำลง เขาแผ่มันลงบนพื้นแล้วบี้จมูกอย่างเสียไม่ได้ มันไม่ใช่กลิ่นที่ใครจะคุ้นเคยด้วยง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อกลิ่นนั้นลอยออกมาจากเพื่อนตัวเอง

          ร่างของเรียวตะแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด มองเห็นเส้นเลือดที่แตกแขนงเด่นชัดขึ้นมา กองเลือดสีม่วงคล้ำตกไปอยู่บริเวณด้านหลัง มองแล้วคล้ายการตกตะกอนแยกชั้นกันของผลึกเคมี กล้ามเนื้อตามร่างกายแข็งเกร็งจนเหมือนหุ่นขี้ผึ้ง เขาเป็นเหมือนก้อนหินที่ไร้ชีวิตจิตใจ ทั้งสองช่วยกันกลิ้งอดีตเพื่อนเข้าไปในม่านที่รองไว้ ทากะเสนอให้เอาศพไปไว้ในห้องซ้อมดนตรีเพราะมันห่างไกลและเป็นส่วนตัว ทั้งสองหอบหิ้วร่างของเรียวตะไปวางไว้กลางห้อง ยืนสงบนิ่งระลึกถึงมือเบสพักหนึ่งก่อนจะปิดประตูทิ้งเขาไว้เพียงลำพัง

 

 _________________

 

          ทากะยืดเส้นยืดสายอยู่ในห้อง เขาไม่เคยคิดว่าเพื่อนตัวเองจะหนักขนาดนี้มาก่อน เขาเสียแรงไปมากกว่าที่คิด นักร้องนำเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อจะล้างหน้าล้างตา ขาก้าวมาอยู่หน้ากระจก ยืนมองสภาพที่โชกไปด้วยเหงื่อของตัวเอง นี่มันไม่ต่างอะไรจากตอนเล่นคอนเสิร์ตเลย มือหมุนบิดก๊อกน้ำเปิดออก

 

 

          เสียงน้ำไหลออกมาอย่างไม่เต็มใจนัก ทากะมองอย่างหงุดหงิดก่อนจะหมุนก๊อกน้ำปิดตามเดิม เหงื่อที่ไหลชุ่มทำให้เขารู้สึกเหนอะหนะ เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาจึงต้องหาทางเลือกอื่น

          ฝีเท้าก้าวไปหยุดอยู่หน้าห้องของมือกีตาร์ มือที่ทำเป็นกำปั้นค้างอยู่กลางอากาศ เขาเปลี่ยนใจไม่เคาะประตูแล้วเดินเข้าไปโดยพลการ

          “โทรุ ขอใช้ห้องน้ำหน่อย”

          “เอาสิ”

          ทากะปรี่เข้าไปในห้องน้ำของเพื่อนสนิท ของส่วนตัวที่มีอยู่ไม่มากถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบอยู่หน้ากระจก ต่างกับห้องน้ำของเขาที่เต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ระเกะระกะ ทากะเปิดก๊อกน้ำ แต่แล้วก็ต้องผิดหวังเมื่อพบว่ามันไม่เป็นอย่างที่เขาต้องการ

          ทากะยกมือขึ้นปาดคราบสกปรกบนใบหน้าและลำคอ ก่อนจะเดินออกมาบ่นกับเจ้าของห้อง

          “น้ำไม่ไหล”

          โทรุเลิกคิ้วอย่างสงสัย “เมื่อกี้ยังใช้ได้อยู่เลย” ใบหน้าที่สะอาดสะอ้านของมือกีตาร์เป็นข้อพิสูจน์คำพูดนั้น ทากะยักไหล่อย่างไม่เข้าใจ

          “คงมีอะไรขัดข้องมั้ง”

 

         หาอะไรอยู่เหรอ

 

          นี่ก็ล่วงเลยมากว่าสามชั่วโมงแล้วที่ระบบประปายังคงใช้การไม่ได้ ทากะเปลี่ยนอยู่ในเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สะอาดหมดจด แต่ถึงกระนั้นเนื้อตัวที่เหนียวเหนอะก็ทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัว มิหนำซ้ำกลิ่นสาปที่ติดมาด้วยยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่ดีมากขึ้นไปอีก

          “นายจะยุกยิกอะไรนักหนา” โทรุพูดเมื่อเห็นคนข้างๆ ไม่ยอมอยู่นิ่งเสียที “ไปทำอะไรผิดมาหรือไง” เขาพูดหยอกนักร้องนำ

          “นายพูดผิดแล้วโทรุ ต้องเป็น ‘ไปฆ่าใครมาหรือไง’ ต่างหาก ฮ่าๆๆๆ” โทโมยะตบมือหัวเราะอย่างสะใจอยู่นานสองนาน โทรุได้ยินก็พลอยขำไปกับเขาด้วย โทโมยะมองปฏิกิริยาบนใบหน้าทากะอย่างหาเรื่องพลางแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แตกระแหง เมื่อเห็นภาพที่เขาพอใจ มุมปากก็หยักขึ้นเป็นรอยยิ้ม หัวใจของเขาเต้นเร่าในทรวงอก โทโมยะรู้สึกสนุกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

          “น่ากลัวจัง นายวางแผนอะไรไว้เหรอ ทากะ” โทรุทำท่าสั่นกลัวแบบเด็กๆ ก่อนจะระเบิดหัวเราะกับมือกลองอีกครั้ง

          ทากะมองตอบเพื่อนทั้งสองด้วยความหงุดหงิด เขากัดฟันระงับอารมณ์เอาไว้ นอกจากมุกตลกของพวกเขาจะไม่ขำแล้ว มันยิ่งทำให้เขารู้สึกแย่กับเรื่องที่เกิดขึ้นไปด้วย แม้ตัวเขาจะไม่ได้ทำอะไรผิดเลยก็ตาม

           ทากะทนไม่ไหวเลยลุกพรวดขึ้นมา เขาเดินไปยังห้องครัวเพื่อสงบสติอารมณ์ นักร้องนำเกาตามตัวที่คันยิบๆ จากเหงื่อไคล ก่อนจะนึกโหยหาไอเย็นมาดับร่างกายที่ร้อนผ่าว และบางทีมันอาจจะช่วยดับร้อนในใจเขาได้อีกด้วย

          ทากะเปิดประตู้ตู้เย็นออกมา แต่กลับต้องตกใจกับภาพตรงหน้า

          ไม่มีอาหารเหลืออยู่ในตู้เย็นเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ราวกับว่าเพิ่งมีคนซื้อตู้เย็นมาติดตั้งหมาดๆ เมื่อเช้านี้ เขาจำได้ว่าเมื่อวานทุกอย่างยังอยู่ครบ อย่างน้อยเขาก็แน่ใจว่ายังมีอะไรหลงเหลืออยู่บ้าง มันไม่เคยว่างเปล่าแบบนี้ ทากะเปิดช่องแช่แข็งดูและก็เป็นเช่นเดียวกัน เขาเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล รีบค้นตามตู้เคาน์เตอร์ต่างๆ ทว่าผลลัพธ์ออกมาไม่ต่างกัน อาหารทั้งหมดหายลับไปราวกับเป็นภาพลวงตา ทากะรู้สึกปวดมวนท้องขึ้นมา เสียงลมหายใจกระสับกระส่าย เขาเอนตัวไปพิงเคาน์เตอร์เพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว

          “เฮ้” โทรุเดินเข้ามาทีหลัง สีหน้ารู้สึกผิดระบายอยู่จางๆ เขารู้ว่าตัวเองทำเกินไป เมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของเพื่อนจึงนึกเป็นห่วงขึ้นมา “นายโอเคไหม”

          “นายต้องไม่เชื่อแน่” ทากะพูดขึ้นโดยไม่สนใจคำถามของคนตรงหน้า ก่อนจะเปิดประตูตู้เย็นผ่างออก เมื่อสิ่งที่ปรากฏมีเพียงความว่างเปล่า โทรุก็ขมวดคิ้วอย่างสงสัย ทากะเอื้อมมือไปเปิดช่องแช่แข็งและตู้ตามเคาน์เตอร์ต่างๆ ออกจนหมด ประตูทุกบานเปิดค้างอยู่อย่างนั้น

          “ของหายไปไหนหมด” โทรุพึมพำพลางส่ายศีรษะอย่างไม่เข้าใจ

          “พวกนายเล่นอะไรกัน” โทโมยะที่กำลังจะขึ้นไปบนห้องเดินผ่านมาเห็นประตูทุกบานเปิดค้างอยู่ มันเป็นภาพที่ไม่ปกติ เขาจึงหยุดดู

          “นายเห็นของกินในตู้เย็นบ้างหรือเปล่า” ทากะลองถามคนที่เพิ่งมา

          “ของในตู้เย็นก็ต้องอยู่ในตู้เย็นสิ มันจะไปอยู่ที่ไหน” โทโมยะตอบกลับไป เขาคิดว่าคำถามของทากะช่างไร้สาระ จะถามอะไรที่ได้คำตอบชัดๆ อยู่แล้วไปทำไม

          “ก็ลองดูแล้วกัน” ทากะเขยิบออกมาจากตู้เย็นเผยในเห็นความว่างเปล่าข้างใน โทโมยะบึนปากแล้วยักไหล่เป็นคำตอบ

          “น้ำก็ไม่ไหล อาหารก็ไม่มี” ทากะพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

          “เตรียมสวดมนต์รอได้เลย”

          สิ้นสุดประโยคทุกคนมองหน้ากันอย่างหวาดผวา เมื่อไตร่ตรองคำพูดของทากะแล้ว โทรุรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมา หากขาดอาหารและน้ำ เขาประเมินไว้ว่าไม่เกิน 3 วัน หลังจากนั้นถ้ายังมีชีวิตอยู่ ก็คงเป็นความทุกข์ทรมานอันแสนสาหัสจนแม้แต่คนสติดีก็อยากจะปลิดชีวิตตัวเองทิ้ง เหงื่อผุดขึ้นมาบนใบหน้าตั้งแต่เมื่อไรเขาเองก็ไม่ทันสังเกต เรื่องเก่ายังไม่ทันได้ข้อสรุปดี พวกเขาก็ต้องเจอปัญหาใหม่กันอีกแล้วหรือ เรื่องนี้มันชักจะบานปลายกว่าที่คิด

 

 _________________

 

          โทรุนอนอยู่บนเตียง เสียงท้องร้องครวญครางบ่งบอกว่าเขาหิวจนไส้กิ่ว โทรุนึกถึงอาหารเที่ยงอันโอชะฝีมือทากะแล้วน้ำลายสอ ทว่าตั้งแต่เช้ากลับยังไม่มีอะไรลงไปในกระเพาะเขาเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่นาฬิกาบอกเวลาบ่ายสามโมงแล้ว โทรุค้นแคร็กเกอร์ที่หลงเหลืออยู่ในกระเป๋าเดินทางมากิน แต่ขนมปังเล็กๆ เพียงไม่กี่ชิ้นไม่อาจเติมเต็มความต้องการของเขาได้ โทรุต้องการอาหารมาประทังชีวิต เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจลงไปห้องครัวอีกครั้ง โทรุทำใจไว้แล้วว่าคงจะไม่เจออะไรหลงเหลืออยู่ แต่ก็ดีกว่านอนหิวอยู่เฉยๆ ข้างบนนี่

          ที่โต๊ะกลางห้องมีขนมปังก้อนโตวางอยู่ แวบหนึ่งเขานึกว่าตัวเองตาฝาดไป เขาหลับตาลงหวังจะสะบัดภาพนั้นออกจากสมอง แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง มันยังคงอยู่ตรงนั้น โทรุนึกถึงบ้านขนมหวานที่ฮันเซลและเกรเทลไปพบในป่า พลอยกลัวว่ามันจะเป็นกลลวงเหมือนตอนที่โทโมยะเจอ มือกีตาร์ลังเลครู่หนึ่ง แต่เสียงประท้วงจากภายในทำให้เขาทนไม่ไหว เป็นไงเป็นกัน เขาไม่อยากย่อยกระเพาะตัวเองจนเป็นรูไปเสียก่อน

          “โทรุ” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง เขาหันขวับไปหาโดยที่ขนมปังยังอยู่ในมือ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังทำอะไรผิดกฎหมายอยู่

          “นายไปเอามาจากไหน” เจ้าของเสียงมองมาที่ขนมปังในมือเขา มือของโทโมยะกุมอยู่ที่ท้อง ท่าทางเขาคงจะรู้สึกแบบเดียวกัน “แบ่งฉันบ้างสิ”

          ชั่ววินาที โทรุรู้สึกอยากยัดขนมปังเข้าปากแล้วกลืนลงไปให้หมด แต่เขาไม่ใช่คนแบบนั้น เขาไม่ควรปล่อยให้ความหิวเล่นงานตัวเอง โทรุบิขนมปังครึ่งหนึ่งให้กับเพื่อนตรงหน้าอย่างเสียดาย

          “ขอบคุณ” โทโมยะตอบกลับอย่างมีมารยาท

          ไม่ช้า ขนมปังที่เหลืออยู่ก็หมดลงอย่างรวดเร็ว โทรุรู้สึกผ่อนคลายขึ้น

          “เรื่องเรียวตะ…” จู่ๆ โทโมยะก็พูดขึ้นมา ทำให้โทรุหันไปจดจ่อกับคำพูดของเพื่อนร่วมวง “ฉันว่าเป็นฝีมือทากะ” สายตาของโทโมยะที่มองไปยังโทรุดูแน่วแน่จนแม้แต่โทรุยังรู้สึกได้ เขาอาจจะรู้อะไรบางอย่าง โทรุคิด

          “ทำไมนายถึงคิดแบบนั้น”

          “นายรู้ใช่ไหมว่าตอนฉันเป็นแบบนั้น ทากะเป็นคนทำอาหารแถมยังเป็นคนไปเจอเข็มฉีดยานั่นอีก ฉันก็ดีใจหรอกนะที่ช่วยชีวิตฉัน แต่พอถึงคราวเรียวตะ หมอนั่นก็เป็นคนที่อยู่ด้วยกันคนสุดท้าย มันไม่ใช่แล้ว ตอนนี้ฉันไม่รู้หมอนั่นคิดอะไร จู่ๆ อาหารจะมาหายไปเองได้ยังไง ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเพราะทากะ นายลองคิดดูสิ”

          โทรุเข้าใจว่าโทโมยะพยายามจะบอกอะไร เมื่อคิดดูแล้วก็ไม่แปลกที่จะสงสัย เขาพยายามครุ่นคิดหาคำตอบ แต่ติดอยู่เพียงอย่างเดียว

          “ฉันไม่เข้าใจ…” โทรุส่ายหน้า “ทากะจะมีเหตุผลอะไร”

          “บางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล มันอาจเป็นแค่เรื่องสนุกของใครบางคนก็ได้” โทโมยะพูดต่อ “แต่ถ้าไม่ใช่หมอนั่น นายจะบอกว่าตัวเองเป็นคนทำเหรอ”

          “หา!? ฉันเนี่ยนะ อย่ามาล้อกันเล่น” โทรุโวยวาย

          “หรือนายคิดว่าฉันทำ” โทโมยะจ้องตาโทรุนิ่ง แต่ความเงียบก็ดับลงในทันที

          “ไม่ล่ะ” มือกีตาร์ปฏิเสธกลับไปโดยไม่ลังเล

          “บางทีคนที่นายคิดว่ารู้จักดีที่สุด นายอาจจะไม่ได้รู้จักเขาเลยก็ได้”

          โทโมยะพูดจบแล้วยักไหล่ก่อนจะหันหลังเดินขึ้นบันไดไป ทิ้งให้โทรุสับสนกับบทสนทนาเมื่อครู่ ตอนนี้เขาชักไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองรู้จักทากะดีพอ บางที…ก็แค่บางที โทโมยะอาจจะพูดถูกก็ได้ เขาคิด

 

 

 

 

          จู่ๆ เครื่องฮีตเตอร์และเครื่องปรับอากาศก็หยุดทำงานลงดื้อๆ ทำให้ทากะที่หงุดหงิดมาทั้งวันแล้วอารมณ์เสียหนักขึ้นเป็นเท่าตัว เขาไม่คิดว่าในหนึ่งวันจะสามารถมีอะไรแย่ไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว ทั้งโดนปรักปรำว่าเป็นฆาตกร น้ำประปาก็มาใช้งานไม่ได้ อาหารในตู้เย็นก็อันตรธานหายไป แล้วคราวนี้อะไรอีก ความเย็นค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในห้อง เขาลุกไปหยิบเสื้อมาใส่ทับอีกตัวก่อนจะเดินออกไปด้านนอก    

          โทโมยะกับโทรุนั่งอยู่ตรงโซฟา พวกเขากำลังคุยอะไรบางอย่างที่ทากะไม่ได้ยิน ทั้งสองหยุดพูดเมื่อเขาเดินไปถึง ทากะนั่งลงข้างๆ โทรุ ขณะนั้นเองที่มือกีตาร์พูดขึ้นมา

          “พวกนายว่ามันหนาวๆ ไหม” โทรุใช้มือสองข้างลูบตัวเองเพื่อสร้างความอบอุ่นแล้วมองไปรอบๆ ห้อง

          “ฮีตเตอร์พัง” ทากะตอบก่อนจะกระชับเสื้อให้แนบกับตัวแล้วซุกมือเข้าไปด้านใน

          “น้ำก็ใช้ไม่ได้ ของกินก็ไม่มี ฮีตเตอร์ยังจะมาพังอีก นี่ถ้าไฟ–“

 

2000px-Flag_of_Afghanistan_(1880–1901).svg

 

          โทโมยะพูดยังไม่ทันจบ ทั้งห้องก็อยู่ในความมืด

          “อะไรอีกวะเนี่ย!” มือกลองสบถออกมาอย่างไม่พอใจ เขาใช้เท้าถีบโต๊ะอย่างเสียอารมณ์

          ห้องนั่งเล่นมืดสนิทราวกับมีคนเอาม่านสีดำมาคลุมสายตาพวกเขาเอาไว้ ทากะกัดฟันกรอด เขาคิดว่านี่คงเป็นวันที่ซวยที่สุดในชีวิตแล้ว นักร้องนำคลำในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา แสงสว่างจากไฟฉายมือถือช่วยให้ทั้งห้องพ้นจากความมืดมิด

          “ฉันคงไม่นั่งง่อยอยู่เฉยๆ” ทากะพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์นัก “ใครสักคนต้องไปดูแผงไฟ” ทากะเสนอทำหน้าที่นั้นเอง เขาคงไม่สามารถนั่งรออย่างไร้จุดหมายได้ ความหงุดหงิดคงจะกัดกินเขาตายไปเสียก่อน

          “ฉันไปด้วย” โทรุลุกขึ้นยืน เขาขยิบตาให้โทโมยะก่อนจะเดินตามทากะไป

          “ว่าแต่แผงไฟมันอยู่ที่ไหน” มือกีตาร์ถามระหว่างที่พวกเขากำลังเดินอยู่

          “ก็ไม่รู้ถึงต้องมาหานี่ไง”    

          ทากะส่องไฟไปตามผนัง โทรุเห็นดังนั้นจึงหยิบมือถือตัวเองขึ้นมาทำตาม ทั้งคู่เดินหาตามห้องต่างๆ ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงัดและแสงไฟที่ลอดออกมาจากรูเล็กๆ บนโทรศัพท์มือถือ ทากะสังเกตว่าลมหายใจของพวกเขาออกมาเป็นควัน เขาเริ่มรู้สึกอยากไปหาเสื้อโค้ทมาใส่

          “เจออะไรหรือยัง เชอร์ล็อก” โทรุแทรกหน้ามาที่ไหล่ของทากะแล้วทำเสียงกระซิบกระซาบ

          “ยัง”

          “นายแน่ใจแล้วเหรอ เชอร์ล็อก”

          “เออ!” ทากะกลอกตาขึ้นด้านบน นี่เขายังจะมีเวลามาเล่นสนุกอีกเหรอ ทากะไม่อยากเสียเวลาให้กับเรื่องไร้สาระพรรค์นี้ เขาเร่งฝีเท้าให้พ้นจากเพื่อนสติไม่ค่อยสมประกอบของเขา

          “เฮ้! จะรีบไปไหน ทากะ!”

          “จำชื่อฉันได้แล้วเหรอ!” อีกฝ่ายตะโกนกลับมาจากด้านหน้าที่ไกลออกไป โทรุรีบจ้ำเท้าตามไปยังที่ๆ ทากะยืนอยู่ เขากำลังหยุดมองอะไรบางอย่าง โทรุหันไปมองตามสายตาของนักร้องนำแล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นประตูบานหนึ่งซ่อนอยู่ด้านหลังชั้นวางของ เขาช่วยทากะเลื่อนชั้นที่บังอยู่ออกไปด้านข้าง

          มันเป็นประตูที่ติดวอลเปเปอร์แบบเดียวกันกับผนัง ช่วยให้ประตูทั้งบานกลืนหายไปกับห้องได้อย่างง่ายดาย ถ้าไม่ได้สังเกตดีๆ ใครต่างก็ต้องคิดว่ามันเป็นแค่กำแพงธรรมดาๆ

          “ฉันคิดว่ามันเป็นห้องใต้ดิน” ทากะพูดขึ้นก่อนจะเอื้อมมือไปจับลูกบิดแล้วหมุนมัน

 

 

          “มันล็อค” ทากะหันมาพูดกับคนข้างๆ

          “ไม่เป็นไร ฉันเอง” โทรุทำท่าจะพุ่งเข้ามากระแทกประตู แต่ทากะยกมือขึ้นมาห้ามไว้ เขาหยิบปากกาขึ้นมาแล้วหักส่วนที่ใช้หนีบกับกระเป๋าเสื้อออก มันจึงดูคล้ายแผ่นเหล็กบางๆ ที่งอลงตรงปลาย จากนั้นก็เอื้อมมือไปในกระเป๋าแล้วล้วงคลิปหนีบกระดาษออกมา เขาใช้มันหนีบกระดาษเนื้อเพลงเป็นประจำ ทากะดัดปลายของมันเป็นมุม 90 องศาก่อนจะงอตรงปลายเล็กน้อย มันดูคล้ายเส้นลวดที่มีด้ามจับ โทรุมองตามอย่างไม่เข้าใจ

          มือซ้ายใช้ชิ้นส่วนที่เป็นเหล็กของปากกาสอดเข้าไปในรูกุญแจ เขาบิดมือส่งผลให้รูกุญแจเคลื่อนไปด้านข้างเล็กน้อย ทากะใช้มันแทนลูกกุญแจในการควบคุมการหมุน อีกมือของทากะสอดคลิปหนีบกระดาษที่ดัดแล้วเข้าไปก่อนจะขยับมือข้างนั้นขึ้นๆ ลงๆ ไม่นานเกินรอก็ได้ยินเสียงคลิกแล้วประตูก็เปิดออก

          “นี่นายเคยไปงัดบ้านใครมาก่อนเหรอ”

 

1383002781205

 

          ทากะไม่สนใจคำพูดของมือกีตาร์แล้วก้าวเข้าไปด้านใน ภายในคือบันไดที่ทอดตัวลงไปสู่ความมืดด้านล่าง แสงไฟจากมือถือส่องลงไปไม่ถึง ทากะจึงมองไม่เห็นว่าข้างใต้มีอะไร ทุกก้าวที่เหยียบลงบนบันไดส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดไม่น่าฟัง ราวกับฉากในภาพยนตร์สยองขวัญที่เขาเคยดูมา ทากะรู้สึกได้ว่าคนด้านหลังหายใจถี่แรงขึ้น เขารู้สึกเย็นวูบขึ้นที่ขา เผลอคิดว่าจะมีมือเย็นยะเยือกที่มองไม่เห็นมาจับเข้าที่ข้อเท้า ข้างล่างนี่อุณหภูมิต่ำกว่าข้างบนหลายต่อหลายเท่า อีกทั้งบรรยากาศยังชวนให้รู้สึกวังเวง ถ้าเป็นวันปกติ เขาจะไม่มีวันเดินลงมาที่นี่เด็ดขาด

          เท้าทากะสัมผัสกับพื้นห้องในที่สุด เขาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะยกมือถือส่องไปรอบๆ ห้อง ทากะค่อยๆ เคลื่อนมืออย่างระมัดระวัง เขากลัวว่าจะบังเอิญส่องไปเจออะไรที่ไม่อยากเจอเข้า นึกแล้วพลันขนลุกซู่ไปทั้งตัว จุดสว่างของไฟฉายเผยให้เห็นรูปร่างของห้องขึ้นมาทีละเล็กละน้อย มันเป็นห้องที่ไม่กว้างนัก ทรุดโทรมเหมือนไม่มีผู้มาเยือนผ่านมาเป็นเวลาหลายปี ผนังคอนกรีตโล้นๆ สีเทามีรอยเปื้อนอะไรบางอย่างที่ผ่านการขัดมาก่อนแล้ว ที่มุมหนึ่งมีชั้นวางของที่เต็มไปด้วยหยากไย่ตั้งตระหง่าน มองเห็นเป็นเงาไม่น่าอภิรมย์นัก ในขณะนั้นเองที่เขาเห็นกล่องสี่เหลี่ยมติดอยู่ที่ผนังด้านใน ไม่ผิดแน่ ทากะคิดว่ามันคือแผงไฟ

          “เจอแล้ว” เมื่อจ้ำเท้ามาถึงที่หมาย ทากะจึงหันไปหาโทรุ แต่ทว่าไม่มี่วี่แววของเพื่อนที่ตามมา ทากะชูมือขึ้นเหนือศีรษะ แสงสว่างไม่พอให้มองเห็นได้ไกลนัก เขาเริ่มรู้สึกไม่ดีขึ้นมา

          “โทรุ!” ทากะตะโกนเรียกชื่อเพื่อนอย่างร้อนรน “โทรุ!” ชีพจรเริ่มเต้นรัว มือเขาซีดเย็นลงกว่าเดิม ทากะส่องไฟไปด้านขวา มองเห็นบันไดที่เขาเพิ่งเดินลงมา ทว่าไร้เงาของเพื่อนสนิท เขาโยกมือถัดมาอีก แสงไฟฉายสะท้อนให้เห็นกล่องต่างๆ ที่วางเรียงรายอยู่ตามพื้น มันตั้งซ้อนกันเป็นชั้นสูงถึงเพดาน แต่โทรุไม่ได้อยู่ที่นั่น ทากะหันไปทางซ้ายด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าคือผนังห้องสีเทา น่าเสียดายที่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาตามหาเช่นกัน ใจเย็นๆ ค่อยๆ คิด เขาเตือนสติตัวเอง พ่นลมหายใจออกมาเป็นควันในความมืด ก่อนจะหันหลังกลับมา

 

 

 

 

 

 

 

 

    “แบร่ !”

          ทากะตกใจจนแทบจะปล่อยมือถือหลุดออกจากมือ แสงไฟจากมือถือที่ส่องหน้าโทรุทำให้ดวงตาของเขาลึกโบ๋และใบหน้าซีดเซียวราวกับศพ โทรุลดโทรศัพท์ลงเมื่อเห็นว่าผลลัพธ์เป็นไปอย่างที่หวัง

          “ดูหน้านายสิ ฮะๆๆๆ” โทรุชี้มาที่ทากะแล้วหัวเราะชอบใจ ทากะก่นด่าบรรพบุรุษเขาเงียบๆ ก่อนจะหันไปสนใจกล่องสี่เหลี่ยมตรงผนังแทน

          ทากะเปิดมันออก เผยให้เห็นเบรกเกอร์จำนวนมากเรียงรายเป็นแถว ทุกตัวอยู่ในสถานะที่เปิดใช้งานปกติ ทากะลังเลก่อนจะสับสวิตช์หลักลงเป็นการปิด แล้วโยกมันขึ้นอีกครั้งเพื่อเปิดใหม่ ทว่าไร้ผล ทุกอย่างยังคงมืดสนิท

          “ในนี้หนาวชะมัด” โทรุบ่นออกมา ทากะเห็นมือกีตาร์ตัวสั่นงันงกอยู่ข้างๆ

          “มาช่วยดูหน่อย” ทากะขอความช่วยเหลือจากคนที่น่าจะถนัดเรื่องพวกนี้มากกว่าเขา ทากะกำลังจะเขยิบไปด้านข้างเพื่อหลีกทางให้โทรุ แต่อีกฝ่ายใช้มือยันกับกำแพงกันไม่ให้เขาออกไป โทรุปิดประตูแผงควบคุมไฟฟ้าแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้นักร้องนำ

          “ดูอะไร” ลมหายใจอุ่นๆ รดใบหน้าของทากะ

          “ฉันจริงจังนะ” ทากะพูดเสียงแข็ง มือกีตาร์เป่าลมหายใจเข้าไปในใบหูของทากะเบาๆ ทำให้เขาสะดุ้งหนี

          “ฉันก็เหมือนกัน” โทรุซุกหน้าเข้าไปที่ซอกคอของอีกฝ่าย ก่อนที่ทากะจะใช้มือดันหน้าเขาออก

          “หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้นายยังจะมาทำอะไรแบบนี้อีกเหรอ ถ้านายไม่หยุด ฉันจะ–” ทากะชะงักไป เขานึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรต่อดี

          “นายจะทำไม?” โทรุยิ้มภายใต้ความมืด “นายจะฆ่าฉันอีกคนเหรอ”

          เหมือนเส้นประสาทของเขาขาดผึง ทากะผลักโทรุออกอย่างแรงจนมือกีตาร์เซออกไปด้านข้าง เขาหยิบมือถือขึ้นมาส่องแต่แบตเตอรี่หมดไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้

          “บ๊าเอ๊ย!” เขากระแทกมือถืออย่างไม่สบอารมณ์ก่อนที่จะยอมแพ้แล้วตัดสินใจกระแทกเท้าหนีไป

          โทรุคว้าข้อมือทากะไว้แล้วดึงเขาเข้ามาในอ้อมกอด

          “เฮ้ ฉันล้อเล่น” เขากระซิบแผ่วเบาพลางลูบเส้นผมของทากะอย่างอ่อนโยน ทากะรู้สึกอึดอัดอย่างอธิบายไม่ถูก เขาซุกหน้าลงไปในอกโทรุแล้วร้องไห้ออกมา

          ไม่ต้องหาให้เสียเวลา


  _________________


          ดูเหมือนแผงควบคุมวงจรไฟฟ้าจะไม่ช่วยแก้ปัญหาอย่างที่คิด ทากะกับโทรุตัดสินใจแยกย้ายไปทำธุระส่วนตัวที่ห้องตัวเอง

          ทากะเดินเข้ามาในห้องอย่างสิ้นหวัง เขาคิดว่าอีกไม่นานตัวเองอาจจะตายไปทั้งๆ แบบนี้ สกปรก แห้งเหี่ยว และทุกข์ทรมาน เขาโยนมือถือที่ไร้ประโยชน์ทิ้งแล้วใช้ขอบเตียงเป็นตัวนำทาง มือคลำไปตามผ้าปูที่นอนจนไปสะดุดกับอะไรบางอย่างเข้า สิ่งนั้นเคลื่อนไหวอยู่ในความมืด เขาได้ยินเสียงฝีเท้าเดินไปรอบตัว

 

 

          “โทรุ อย่ามาเล่นอะไรบ้าๆ อีก” ทากะพูดกับความมืด เขาหันรีหันขวางไปตามเสียงอย่างหวาดระแวง อีกฝ่ายไม่ได้ตอบกลับมา

          “ฉันไม่ขำนะ” ทากะพูดขึ้น หวังว่าคนในความมืดจะเปิดเผยตัว เขามองไปรอบๆ ราวกับคนตาบอด เสียงฝีเท้าเดินวนอีกรอบหนึ่งก่อนจะหยุดลงพร้อมกับอะไรบางอย่างที่เย็นเฉียบสัมผัสอยู่ตรงลำคอ ทากะรู้สึกขนลุกขึ้นมา

          “ฉันรอเวลานี้มานานแล้ว” เสียงปริศนาดังขึ้นจากด้านหลัง

          หากประสาทสัมผัสของทากะไม่ได้เพี๊ยนไปเสียก่อน เขาก็แน่ใจมากทีเดียว

          “โทโมยะ…?”

          “อย่ามาเรียกชื่อฉันด้วยปากเน่าๆ ของแก!”

          คำพูดนั้นยืนยันตัวตนของคนด้านหลัง ก่อนที่เขาจะออกแรงกดโลหะให้แนบกับคอทากะมากขึ้นไปอีก ความรู้สึกเสียววาบกระจายไปทั่วร่าง

           ทากะสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาไม่เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้เลยแม้แต่น้อย

          “นายมีอะไรก็มาคุยกันก่อน” เขาพยายามจะโน้มน้าวอีกฝ่ายให้ใจเย็นลง ชูมือทั้งสองข้างขึ้นกลางอากาศ เขารู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมาจากด้านหลัง

          “คุย? ฮะๆ ขำมากหรือไง!”

          โทโมยะกระแทกทากะเข้ากับผนังอย่างแรงจนเขารู้สึกเหมือนกะโหลกจะร้าว แขนข้างหนึ่งของมือกลองกดลำตัวของเขาไว้แน่น อีกมือถือมีดจ่ออยู่ที่ลำคอ ทากะรู้สึกได้ถึงความเยือกเย็นที่ส่งผ่านมา เขากระเดือกน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

          “ฉันก็อยากคุยอยู่เหมือนกัน เรื่องเก่าๆ ของเราไงล่ะ”

          โทโมยะบรรจงกรีดใบมีดเล่มบางกับคอของทากะเบาๆ เป็นเชิงข่มขู่ เลือดอุ่นๆ ไหลซึมผ่านเข้าไปในเสื้อผ้า ทากะรู้สึกเหมือนจะร้องไห้ออกมา เขากัดปากแน่นระงับความเจ็บปวด

          “เรื่องที่ว่าแกมันเป็นเศษสวะแค่ไหน…” โทโมยะพูดขึ้น “หลอกใช้เพื่อนแล้วเหยียบหัวขึ้นไปเพื่อให้ตัวเองอยู่สูงกว่า” เขาเลื่อนใบมีดขึ้นไปบนใบหน้าของทากะแล้วแนบมันเข้ากับแก้มที่ไร้รอยแผลเป็นของนักร้องนำ เขาใช้ปลายแหลมวาดเส้นสีแดงสองสามเส้นอย่างพอใจก่อนจะเอามันลง ทากะไม่ปริปากแม้แต่นิด

          “แค่เพราะทุกคนชอบแก แกจะทำเหมือนฉันเป็นหมาแบบนี้ได้เหรอวะ! ทั้งตบหน้า เตะ ต่อย สั่งให้ฉันทำอะไรน่าอาย แกเห็นฉันเป็นอะไร! ไอ้ชาติชั่ว! ฉันเบื่อเต็มทนแล้ว! ฉันทนไม่ไหวแล้วนะโว้ย!” แรงเหวี่ยงจากหมัดกระแทกให้หน้าทากะหันไปอีกข้าง เขารู้สึกถึงรสโลหะเข้มในปาก น้ำตารื้นขึ้นมาด้วยความโกรธ โทโมยะกระชากหน้าทากะให้หันกลับมาแล้วเอามีดจ่อที่คอตามเดิม

          “แล้วแกทำแบบนี้มันสูงส่งกว่าฉันมากหรือไง!!” ทากะทนไม่ไหวบันดาลโทสะใส่คนตรงหน้าอย่างไม่ยั้งคิด

          “หุบปาก!” โทโมยะกระแทกเข่าเข้ากับท้องของทากะ เขาจุกจนตัวงอ มืออีกข้างของโทโมยะย้ายไปจับผมของเขาแล้วกระชากมันแรงๆ ทำให้ทากะต้องเอนคอไปด้านหลังด้วยความเจ็บปวด

          “นี่คือความรู้สึกที่แกทำกับฉันยังไงล่ะ” โทโมยะแสยะยิ้มออกมาภายใต้ความมืด “มีความสุขหรือเปล่า เพื่อนรัก”

          ทากะถุยน้ำลายใส่โทโมยะก่อนจะปัดมือที่จ่ออยู่ตรงคอออกอย่างรวดเร็ว มีดกระเด็นหายไปในความมืด การกระทำนั้นเกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาที โทโมยะไม่ทันได้ตั้งตัว ทากะก็กระโดดขึ้นคร่อมแล้วต่อยหน้าเขาอย่างไม่ยั้งมือ

          “เออ ฉันโคตรสะใจเลยว่ะ!” ทากะต่อยโทโมยะอีกรอบอย่างฉุนเฉียว ความโกรธพุ่งพล่านปะปนกับความรู้สึกสาแก่ใจ

          โทโมยะหอบหายใจอยู่ข้างใต้ ใช้ลิ้นเลียเลือดที่มุมปาก ทากะเหวี่ยงหมัดเข้ามาอีกรอบ ขณะนั้นเองที่เขาเอื้อมไปจับคอทากะเอาไว้ได้ แล้วพลิกตัวไปอยู่ด้านบน ก่อนจะใช้สองมือที่แข็งแรงบีบเข้าที่หลอดลมของทากะ คนข้างใต้ปัดป่ายเอาตัวรอด ตาเหลือกล่นอย่างทรมาน ปากอ้าพะงาบแต่ไร้เสียงผ่านออกมา เขาหายใจไม่ออก ขาทั้งสองดีดดิ้นไปโดนโทโมยะ แต่แรงไม่เพียงพอที่จะทำให้คนตรงหน้าปล่อยมือออก เขากำลังจะหมดลมหายใจในไม่ช้า

          โทโมยะออกแรงกดจนมือสั่น หวังจะคร่าชีวิตคนข้างใต้ ภาพตรงหน้าทากะกลายเป็นภาพเบลอ เหมือนวิญญาณเขากำลังถูกดูดออกไป ทากะรู้สึกเหมือนจะหมดสติ ทันใดนั้นที่มือเขาปัดไปโดนอะไรบางอย่าง ทากะกลั้นใจเฮือกสุดท้ายก่อนจะหยิบมันขึ้นมา

 

 

          ในที่สุดแรงกดที่คอก็คลายลง ภาพเบื้องหน้าค่อยๆ ย้อนกลับมาอีกครั้ง มือของเขาสั่นจนปล่อยให้มีดในมือร่วงลงกับพื้น ตัวของโทโมยะอ่อนปวกเปียกร่วงลงมาทับตัวเขา ทากะคลำที่คอก่อนจะออกแรงดันโทโมยะออกไปข้างๆ แสงไฟฉายสาดส่องเข้ามาทำให้เขาต้องหรี่ตาลง

          “นายเป็นอะไรหรือเปล่า”

          ทากะปรับสายตาครู่หนึ่งจึงเห็นว่าคนที่มาช่วยเขาไว้คือ โทรุ

          “นิดหน่อย” ทากะตอบเสียงพร่า เขายังรู้สึกอึดอัดที่คอเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมารัดเอาไว้ แต่อย่างน้อยเขาก็สามารถหายใจได้อย่างอิสระ

          ทันใดนั้นทั้งห้องก็สว่างขึ้น ทากะจึงเห็นภาพที่อยู่ตรงหน้า ตัวโทรุอาบไปด้วยเลือดตั้งแต่หน้าจรดเท้า กำลังยืนมองลงมา ทากะปากสั่นด้วยความกลัว เขาไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อสักครู่ เขาทำใจเหลือบมองไปยังโทโมยะ

          “อุ…” น้ำย่อยสีเขียวดันขึ้นมาจากหลอดอาหาร ทากะอาเจียนออกไปอย่างยั้งไม่ทัน ทิ้งรสขมเอาไว้ในปาก เขาตัดสินใจเหลือบมองอีกครั้งด้วยหางตา น้ำตารื้นขึ้นมาด้วยความสับสน

          โทโมยะนอนคว่ำหน้าลงกับพื้น ขวานเล่มใหญ่ปักอยู่กลางหลัง เลือดไหลย้อนมาสัมผัสกับกางเกงทากะให้ความรู้สึกที่ชื้นแฉะ ผมหยักศกของโทโมยะถูกย้อมด้วยสีเลือด ทั่วทั้งตัวของเขาถูกโอบล้อมด้วยของเหลวสีแดงที่หลั่งมาจากร่างกายของเขาเอง ราวกับพิธีชำระบาป ทากะรู้สึกพะอืดพะอมอีกครั้ง

          “ไม่เป็นไรแล้ว”

          โทรุลงมานั่งคุกเข่าอยู่ข้างหน้า ทากะจ้องใบหน้าที่เปื้อนเลือดเป็นทางของโทรุ ตกแต่งด้วยสีแดงที่สาดกระเซ็นแต้มเป็นจุดทั่วใบหน้า เขาพูดอะไรไม่ออก น้ำตาไหลออกมาอาบแก้มทั้งสองข้าง

          “ฉันจะไม่ยอมให้นายตาย”  โทรุยกมือที่เปื้อนเลือดสีแดงข้นขึ้นมาประคองหน้าทากะเอาไว้ เขาใช้นิ้วลูบแก้มทากะอย่างแผ่วเบา “ฉันบอกนายแล้วไง” สายตาอ่อนโยนส่งผ่านมาพร้อมน้ำเสียงที่อบอุ่น ปลายนิ้วอุ่นที่ลูบไล้เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดทำให้ใบหน้าทากะถูกละเลงไปด้วยสีแดงตามรอยนิ้วมือ โทรุละเลงของเหลวอุ่นๆ ไปทั่วใบหน้าของทากะก่อนจะยิ้มออกมาอีกครั้ง

          “ฉันรักนาย” โทรุก้มลงมาจูบหน้าผากทากะแล้วดึงเขาเข้าไปในอ้อมกอด

          ทากะตัวสั่นอยู่ในอ้อมกอดโทรุอย่างควบคุมไม่ได้ เลือดของคนอื่นไหลเข้ามาในปาก เขาพยายามเม้มปากเพื่อไม่ให้มันไหลเข้าไป ความรู้สึกสับสนและหวาดหวั่นก่อตัวขึ้นภายในจิตใจ โทโมยะเก็บความรู้สึกเกลียดที่มีต่อเขาและเฝ้ารอคอยวันที่จะพรากชีวิตเขาไป โทโมยะทำร้ายร่างกายและเกือบจะบีบคอเขาตายคามือ หากไม่ได้โทรุมาช่วยชีวิตเขาไว้เสียก่อน ทว่าโทรุคนที่เขารู้จักกลับถือขวานราวกับมันเป็นกีตาร์ธรรมดาๆ แล้วแกว่งมันลงบนหลังเพื่อนได้อย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร

          ตอนนี้ทากะชักไม่แน่ใจแล้วว่าใครน่ากลัวกว่ากัน

          โทโมยะ    หรือ   โทรุ

 


TO BE CONTINUED.

 _____________________________

    

TALK

◊ ความรักชนะทุกสิ่ง

◊ คำใบ้ : ขอแค่มีไม้กายสิทธิ์และลั่นวาจาวิเศษ

◊ เหมือนเดิม สามารถพูดคุย คอมเม้นท์ แลกเปลี่ยนทฤษฎีได้ที่บล็อกนี้หรือที่แฮชแท็ก #ฟิคจินเซย์ ได้ตลอดนะ

 

writer/sound&photo editor : @puroii

แฮชแท็กทวิตเตอร์ : #ฟิคจินเซย์

Advertisements

3 thoughts on “【OOR fic】 Jinsei Game : Chapter 6

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s