Uncategorized

【OOR fic】 Jinsei Game : Chapter 8 THE END

jg

 

 

คำแนะนำ : กรุณากดฟังไฟล์เสียงทุกครั้งเพื่ออรรถรส

 

♣  Previous chapter  

Prologue + Chapter 1 | Chapter 2 | Chapter 3

Chapter 4 | Chapter 5 | Chapter 6 | Chapter 7

 

_________________________________

 

ตอนที่ 8

 

 

               “แฮ่ก..แฮ่ก…”

 

          เสียงหอบหายใจดังระงมไปทั่วช่องปรับอากาศ แขนสองข้างคืบคลานไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต เขาเลี้ยวมาตามเส้นทางเดียวที่กำหนดไว้อย่างเร่งรีบ บรรยากาศรอบข้างนิ่งสนิท ไม่มีวี่แววของใครไล่หลังมา ไม่มีเสียงอื่นใดนอกจากลมหายใจของตัวเอง

          สถานการณ์บีบบังคับให้เขาตัดสินใจไปเช่นนั้น ทากะจำใจทำร้ายเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ เขาไม่มีทางเลือก ถ้าไม่ทำแบบนั้น สุดท้ายอาจเป็นเขาเองที่ต้องพบกับจุดจบที่ทุกข์ทรมาน อาจฟังดูเห็นแก่ตัว แต่มนุษย์ก็เป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอ และเขาก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง

          ทากะหยุดคลานเมื่อเคลื่อนผ่านซากหนูที่นอนแน่นิ่งอยู่ ดวงตาสีดำเล็กของร่างไร้ชีวิตส่องกระทบกับแสงเพียงน้อยนิดที่เล็ดลอดเข้ามา กลิ่นเหม็นโชยลอยออกมาจากตัวมัน ทากะย่นจมูกมองสัตว์ตรงหน้าอย่างอเนจอนาถ ภาพนัยน์ตาของโทรุที่จ้องมองมายังเขาเป็นครั้งสุดท้ายปรากฏซ้อนทับขึ้นมา มันเป็นแววตาที่เยือกเย็นราวกับมีคนแปลกหน้าเข้ามายึดครองจิตวิญญาณของเพื่อนสนิทเขา เป็นแววตาที่โกรธแค้นและหยิ่งผยองไม่ต่างอะไรกับไฟเพลิงที่ลุกโชนในเหมันตฤดู แต่ภายใต้สิ่งแปลกปลอมที่ทากะเห็นนั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่คุ้นเคย ทากะรู้สึกว่าส่วนหนึ่งของโทรุที่เคยรู้จักยังหลบซ่อนอยู่ในนั้น ความทุกข์ทรมานและความรู้สึกผิดจุกแน่นอยู่กลางอก ทว่าเขากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

          “บ้าเอ๊ย!”  กำปั้นกระทบกับพื้นผิวเรียบของช่องปรับอากาศ ส่งเสียงดังสะท้อนไปทั่วบริเวณ ทากะกัดฟันแน่นแล้วหลับตาลง ความคิดมากมายพลันแล่นเข้ามาในหัว ทากะไม่ทันโต้แย้งกับสติสัมปชัญญะของตน เขาหมุนตัวกลับไปทางเดิมที่ผ่านมาทันที

          ความหุนหันนำเขากลับมาที่ร่างของโทรุ บัดนี้ใบหน้าซีดเผือดของคนคุ้นเคยกลับดูซีดลงเสียยิ่งกว่าเดิม มันเหมือนสีของกระดาษที่ไร้การแต่งแต้ม เหมือนหิมะสีขาวโพลนในฤดูหนาว หน้าอกแทบไม่ขยับขึ้นลงตามที่ควรจะเป็น ลมหายใจของโทรุแผ่วเบาจนเขาเป็นกังวล ทากะเอื้อมไปแตะชีพจรที่ข้อมือ เขาเสียเลือดไปมากกว่าที่คิด ทากะแบกร่างคนตัวใหญ่ขึ้นมาจากพื้น เอามือข้างหนึ่งมาโอบไว้รอบคอ ก่อนจะดันตัวเองกลับเข้าไปในช่องปรับอากาศอีกครั้ง

          การเคลื่อนที่ในช่องแคบโดยต้องแบกร่างอีกคนเอาไว้ทำให้ทากะลำบากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว โดยเฉพาะในตอนที่เขาแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงหลงเหลืออยู่แล้ว ทากะออกแรงดึงตัวคนที่หมดสติให้ตามเขามา เหงื่อไหลเป็นสายจนเสื้อผ้าแนบสนิทไปกับตัว ร้อนเหมือนแดดแผดเผา เขารู้สึกเหมือนจะหมดสติไปทุกที ในขณะที่เขารู้สึกเหมือนภาพตรงหน้าเริ่มมืดมนลง ทันใดนั้นแสงสว่างเบื้องหน้าก็ปรากฏขึ้น

 

          ในที่สุดเขาก็มาถึง

 

          ทากะกระทุ้งฝ้าเพดานที่เปิดไปสู่ห้องซ้อมดนตรี ทว่ามันไม่ขยับเขยื้อน โทรุส่งเสียงอืออาไม่เป็นประโยคอยู่ข้างๆ ทากะออกแรงดันด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เขามี แต่ความพยายามนั้นกลับไร้ประโยชน์ ทุกอย่างยังคงสงบนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาพ่นลมหายใจออกมาอย่างฉุนเฉียว มันไม่ควรยากเย็นขนาดนี้

 

 

          เสียงแปลกประหลาดดังออกมาจากที่ไหนสักแห่ง ทากะรู้สึกถึงกลุ่มควันไร้กลิ่นที่พวยพุ่งเข้ามาในช่องปรับอากาศ เขาไอโคลกๆ ก่อนจะเอามือมาปิดจมูกไว้ ทากะรู้สึกวิงเวียนศีรษะ เขาถอดเสื้อผ้าที่แนบกายออกแล้วเอามันมาป้องทางเดินหายใจ ทากะทุบฝ้าเพดานด้วยกำปั้นอีกครั้ง ทว่าประสาทการรับรู้ของเขาเริ่มหลุดลอย และเรี่ยวแรงจากฝ่ามือก็ลดลงเรื่อยๆ

          เพียงไม่นานมือที่ทุบอยู่ก็หยุดนิ่งไป

 

 

 

 

 

          “ตายยังวะ”

          “ช่วยออกมาก่อนเถอะ”

 

          เสียงชายแปลกหน้าลอยเข้ามาในโสตประสาท ทากะไม่รู้ว่าเขาหูแว่วไปเองหรือเปล่า

 

          “เฮ้! นาย” มือข้างหนึ่งตบหน้าเรียกให้เขาตื่น

 

          ทากะฝืนลืมเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นมา ภาพผู้ชายสองคนโผล่เข้ามาในลานสายตา เขากระพริบตาถี่ๆ ก่อนภาพเบื้องหน้าจะค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้น ชายต่างเชื้อชาติที่มีผมหยักศกคนหนึ่งกำลังจ้องลงมาที่เขา ข้างๆ มีชายอีกคนที่อายุมากกว่า สติที่แตกกระเจิงเริ่มประกอบเป็นรูปเป็นร่าง ทากะไม่รู้จักคนพวกนี้

“พวกแกเป็นใคร” เขารีบดันตัวถอยห่างจากคนแปลกหน้าทั้งสอง หรี่ตามองคนตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา

          “ใจเย็นก่อน” ชายผมหนักศกยกมือข้างหนึ่งขึ้นห้าม

          ทากะจ้องหน้าชายคนนั้นสลับกับพวกพ้องอีกคนหนึ่ง

          “พวกเราเป็นมิตร” ชายคนนั้นพูด ทากะขมวดคิ้ว ใครจะไปเชื่อคำพูดลอยๆ ของคนแปลกหน้ากัน

เมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่าย ชายแปลกหน้าจึงพูดขึ้น “นายเป็นคนส่งสัญญาณนั่นมาใช่ไหม”

          ดวงตาของทากะเบิกกว้างขึ้น เขามองเห็นทางออกของเรื่องราวเหล่านี้แล้ว  “…ใช่”

          “พวกเรามาช่วยนาย”

          ริมฝีปากของทากะสั่นระริกโดยไม่รู้ตัว เขารู้สึกเหมือนจะร้องไห้ ในที่สุดเรื่องทุกอย่างก็จะสิ้นสุดลงเสียที เรื่องราวแย่ๆ และความสูญเสียที่เขาต้องเผชิญกำลังจะจบลง ทากะเม้มปากเพื่อตั้งสติ

          “พวกนายหาฉันเราเจอได้ยังไง”

          “เรื่องนั้นไว้ก่อน เราไม่มีเวลาแล้ว”

 

 

 

 

          เมื่อสิ้นประโยค เสียงสัญญาณเตือนภัยก็ดังขึ้น

          “มาเร็ว!” ชายที่สูงอายุกว่าส่งเสียงเรียก ขณะที่คู่หูอีกคนหันไปยกโทรุขึ้นพาดบ่าอย่างง่ายดาย ทากะไม่รีรอ รีบเร่งฝีเท้าตามคนเหล่านั้นไป

          พวกเขาเปิดประตูออกมาจากห้องซ้อมดนตรีแล้วเลี้ยวออกมาสู่ห้องโถง ทว่าคนนำหน้ากลับหยุดชะงัก ทากะชนเข้ากับแผ่นหลังของชายคนนั้น

 

          “ตายแน่ๆ”

 

          ราวกับทากะได้ยินเสียงกลืนน้ำลายดังเอื๊อกทะลุออกมาจากแผ่นหลังนั้น เขาชะเง้อคอไปมองสิ่งที่ชายแปลกหน้ากำลังยืนประจันหน้าอยู่ และภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าถึงกับทำให้เขาขนลุกชูชัน ร่างกายพลันแข็งเกร็งขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ ราวกับอวัยวะทั้งหลายไม่ใช่ของๆ เขาเอง

          คนรูปร่างใหญ่ในหน้ากากประหลาดยืนตระหง่านขวางทางเดินอยู่ด้านหน้า ใบหน้าปลอมๆ นั้นให้ความรู้สึกขนลุกขนพองจนเขาไม่กล้ามองนานๆ กล้ามเนื้อปูดโปนภายใต้เสื้อผ้าดูมีพละกำลังแข็งแกร่ง คงไม่แปลกหากเขาสามารถพังผนังห้องได้ด้วยมือเปล่า เมื่อทากะเลื่อนสายตาลงไปด้านล่างจึงเห็นว่ามือผิดรูปของเขากำลังถือ…เลื่อยไฟฟ้า

 

          ฉิบ-หาย

 

          ทากะภาวนาให้ใครสักคนสั่งคัท แต่มันไม่ได้ง่ายแบบนั้น เขาไม่ได้อยู่ในภาพยนตร์สยองขวัญของผู้กำกับบ้าเลือดคนใดคนหนึ่ง เพราะนี่คือเรื่องจริง

 

 

 

 

          คนในหน้ากากไม่ปล่อยให้พวกเขาได้เอ่ยปากทักทาย เสียงเสียดหูของเลื่อยไฟฟ้าดังออกมาโดยพลัน ฟันเฟืองหมุนวนอย่างไม่เป็นมิตรอยู่ไม่ห่าง ทากะมองเห็นเป็นภาพของฆาตกรโรคจิตที่กำลังเยื้องย่างเข้ามาอย่างเลือดเย็น ชายแปลกหน้าที่สูงอายุกว่าหยิบโคมไฟตั้งโต๊ะข้างๆ ขึ้นมาง้างวงสวิงแล้วเหวี่ยงเข้าใส่ศัตรูเต็มแรง ชายในหน้ากากรับมันด้วยเลื่อยไฟฟ้าไว้ได้ทันท่วงที ส่งผลให้โคมไฟตั้งโต๊ะแยกออกเป็นเสี่ยงๆ หลงเหลือไว้เพียงเศษซากชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจัดกระจายอยู่ตามพื้น ชายในหน้ากากส่งเสียงคำรามสนั่นหวั่นไหวก่อนจะวิ่งเข้ามาหาพวกเขา

          ชายผมหยักศกอาศัยช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาทีชำเลืองมองไปยังด้านหลังของเพชฌฆาตร่างยักษ์ ก่อนที่เขาจะก้มลงมากระซิบข้างใบหูทากะ

          “พาหมอนี่ไปห้องใต้ดินก่อน” เขาปล่อยโทรุลงจากบ่าให้ทากะมารับช่วงต่อแทน ทากะมองหน้าคนที่เสนอแผนการอย่างไม่เข้าใจนัก

          “แล้วนาย–“

          “เดี๋ยวฉันตามไป”

ชายแปลกหน้าชักมีดพกออกมาจากกระเป๋ากางเกง มันเล็กเสียจนทากะคิดว่าคงทำให้ชายในหน้ากากรู้สึกเหมือนแค่ถูกแมวข่วนเสียมากกว่า เขามองหน้าชายผู้ช่วยชีวิตอย่างลังเล

          ชายในหน้ากากเดินมาประชิดตัวพวกเขา มือเงื้อเลื่อยไฟฟ้าขึ้นสูงพร้อมจะวาดมันลงมาใส่ลูกหมูโง่ๆ สามตัว ขณะนั้นชั้นวางของก็ถูกผลักเข้ามาจากอีกด้านเป็นตัวแทนรับใบมีดเฉียบคมที่พุ่งลงมา แรงเสียดสีช่วยชะลอการเคลื่อนไหวของฟันเฟือง แต่คงรั้งไว้ได้ไม่นานนัก

          “ไป!”

ชายคนนั้นผลักแผ่นหลังทากะให้เคลื่อนที่ไปด้านหน้า ทากะกระชับแขนโทรุให้แนบกับตัวแล้วกระเสือกกระสนลอดผ่านวงแขนของศัตรูออกไปอย่างไม่คิดชีวิต เขากระหืดกระหอบพาร่างของโทรุมาถึงหน้าประตูห้องใต้ดินที่อยู่ไม่ห่างออกไปนัก

 

          “แดน!”

          เสียงตะโกนดังมาจากด้านหลังเรียกให้ทากะหันกลับไปมอง

          “ฉันชื่อแดน”

 

          เขาพยักหน้าให้ชายที่ชื่อแดนแล้วใช้เท้าถีบประตูให้เปิดออกก่อนจะหายลับเข้าไปในนั้น

 

 

 

 

          ห้องใต้ดินเงียบสนิท

          หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงจากความเหนื่อยล้าและหวาดผวา ทากะนั่งขดอยู่มุมห้องโดยมีโทรุหลับใหลอยู่ข้างๆ ทากะเอามืออังจมูกเพื่อนสนิทเพื่อให้แน่ใจว่าเขายังมีลมหายใจอยู่ เสียงดังโครมครามด้านบนทำให้เขาไม่สบายใจเท่าใดนัก ทากะหลับตาลง ภาวนาให้แดนและเพื่อนอีกคนของเขาปลอดภัย

 

 

 

          “Fuck!”

          แดนสบถคำหยาบออกมาเมื่อปลายเลื่อยเฉี่ยวแขนเสื้อตัวโปรดของเขาไป ฝากรอยแผลที่มีเลือดซึมเอาไว้ที่แขนซ้าย เขากัดฟันดันตัวขึ้นมาจากพื้นแล้วฉวยโอกาสใช้มีดพับปักเข้าไปที่หลังเท้าของอีกฝ่าย เสียงคำรามดังขึ้นแสดงถึงความเจ็บปวด ก่อนที่ใบเลื่อยจะแฉลบผ่านมาทางด้านขวา แดนหมุนตัวหลบไปอีกทางตามสัญชาตญาณ หากพลาดแม้แต่ก้าวเดียวก็หมายถึงชีวิต

          “ฮามาดะ!” แดนส่งสัญญาณเรียกเพื่อนของตน คนที่ชื่อฮามาดะคว้าขาตั้งไมโครโฟนมาฟาดเข้าที่ศีรษะของศัตรูอย่างรวดเร็ว เสียงของแข็งกระทบกันดังสนั่น ร่างของชายในหน้ากากล้มลงไปกองกับพื้นแล้วสงบไป พวกเขาอาศัยนาทีทองนี้วิ่งเข้าไปรวมตัวกับทากะในห้องใต้ดิน

 

 

 

          ทากะสะดุ้งลืมตาเมื่อได้ยินเสียงอึกทึกดังมาจากประตู เขาหันไปมองและพบว่าแดนกับชายอีกคนกำลังวิ่งหน้าตั้งเข้ามา พวกเขาปิดประตูลงกลอนแล้ววิ่งลงบันไดมาอย่างร้อนรน ทากะหิ้วปีกโทรุให้ลุกขึ้นจากพื้น

          “พวกนายเป็นอะไรไหม” ทากะมองแผลที่แขนของแดนแล้วเอ่ยปากถาม

          “เรื่องเล็กน่ะ แต่เราต้อง–“

 

          ใบมีดแทงทะลุบานประตูเข้ามา เสียงเครื่องจักรยังคงทำงานของมันอย่างแข็งขัน ไม่นานชิ้นส่วนของบานประตูก็ร่วงลงมา ปรากฏรูโหว่ขนาดไม่น้อยอยู่บนนั้น มือข้างหนึ่งลอดเข้ามาหมุนลูกบิดประตู คนข้างนอกออกแรงดันอย่างแรงจนบานประตูทั้งบานพังลงไปกับพื้น เสียงเลื่อยไฟฟ้าดังสะท้อนกึกก้องทั่วห้องใต้ดิน

          “ตามฉันมา!” แดนรีบพาพวกเขาไปยังผนังสีเทาอีกฝั่ง หากไม่สังเกตดีๆ มันก็เป็นแค่ผนังปูนธรรมดาทั่วไป ทว่าแดนกลับใช้มือง้างมันออกมาราวกับเป็นบานประตูที่ไร้ลูกบิด ทากะเห็นแสงสว่างที่ส่องเข้ามา แต่เขาแบกโทรุต่อไปไม่ไหวแล้ว

          ชายอีกคนพาโทรุคลานเข้าไปทางช่องทางเล็กๆ นั้นก่อน แดนบอกให้ทากะตามเข้าไป ทากะกำลังจะเคลื่อนตัวเข้าไปในนั้น ทว่าเกิดเสียงบางอย่างดังขึ้นจากด้านข้าง ทากะหันไปมองและพบว่ากล่องที่ตั้งซ้อนกันอยู่กำลังล้มลงมาเหมือนตึกที่กำลังถล่ม

          ทากะมองภาพกล่องกระดาษมากมายกำลังหล่นลงมาจากฟากฟ้า ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก รู้สึกตัวอีกทีก็มีของหนักๆ ทับถมอยู่เหนือร่างกาย ตามมาด้วยความรู้สึกเจ็บปวด

          ทากะดันกล่องออกไปจากตัวแล้วตะเกียกตะกายออกมา ฝุ่นหนาที่ลอยฟุ้งในอากาศทำให้เขาไอโคลกๆ เสียงเลื่อยไฟฟ้าเงียบลงไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ทากะมองไปรอบตัวแต่ไม่เจอใคร

          “แดน!”

          ทากะตะโกนเรียกชื่อผู้ช่วยชีวิต แต่ทว่าไม่มีเสียงตอบกลับมา เขาหันหลังกลับไปอย่างร้อนรน รีบย้ายกล่องที่กองอยู่ออกไปให้พ้นทาง

          นี่เป็นทางออกสุดท้ายและเขาต้องออกไปจากที่นี่

          ระหว่างที่เขาออกแรงยกกล่องอยู่นั้น มือใหญ่จากด้านหลังก็คว้าหมับเข้าที่ตัว คนด้านหลังยกตัวเขาจนขาลอยขึ้นมาจากพื้น ทากะดิ้นอยู่ในอ้อมกอดที่รัดแน่นจนแทบสิ้นใจ ขาเหวี่ยงไปมาในอากาศอย่างไร้ทิศทาง คนถูกกระทำพยายามกระทุ้งข้อศอกไปด้านหลัง ทว่าแขนทั้งสองข้างถูกพันธนาการเอาไว้อย่างดีจึงไม่เกิดผลอะไร อีกฝ่ายโยนทากะลงไปกับพื้น เขาหล่นลงไปบนกองกล่องกระดาษที่วางระเกะระกะอยู่ ซ้ำเติมรอยช้ำตามร่างกายให้เจ็บระบมมากขึ้นไปอีก ขณะนั้นเลื่อยไฟฟ้าก็กลับมาทำงานอีกครั้ง ชายร่างท้วมเดินกะโผลกกะเผลกเข้ามาใกล้ แวบหนึ่งเขารู้สึกคุ้นเคยกับท่าทางตรงหน้า แต่ทากะไม่มีเวลาคิดอะไรฟุ้งซ่านแล้ว เขากำลังจะตาย

          แต่ละก้าวที่ใกล้เข้ามาเท่ากับเวลาชีวิตที่เหลืออยู่ ทากะถอยร่นไปด้านหลังจนแผ่นหลังแนบชิดเข้ากับกล่องกระดาษ เขาเขยิบไปไหนไม่ได้อีก บรรดากล่องหลากขนาดเรียงรายอยู่รอบตัวราวกับเป็นกำแพงที่ล้อมรอบเขาเอาไว้ ชายในหน้ากากเตะกล่องกระดาษที่ขวางทางอยู่ออกไปอย่างง่ายดาย เขาเคลื่อนที่ใกล้เข้ามา เลื่อยไฟฟ้าในมือส่งเสียงเพรียกหา ใคร่ที่จะปฏิบัติหน้าที่ของมันเสียเหลือเกิน ปลายเลื่อยจ่อเข้ามาที่ใบหน้าของทากะ เสียงเสียดหูฟังแล้วขวัญผวา แต่ไม่สามารถเทียบได้กับหน้ากากสยดสยองที่จ้องอยู่ในระยะประชิด เขาตัวสั่นด้วยความกลัว เลื่อยไฟฟ้าอยู่ใกล้เสียจนทากะรู้สึกได้ว่าปอยผมด้านหน้าแหว่งไปจากเดิม เหมือนต้นหญ้าเมื่อเจอเครื่องตัดหญ้าไม่มีผิด ใบเลื่อยค่อยๆ เลื่อนลงมายังปลายจมูก มันใกล้เสียจนเขาไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ ทากะหลับตาแน่น

          เขานึกถึงโทรุ

          นี่คงเป็นจุดจบของคนทรยศ คนที่ทำร้ายเพื่อนและคนที่ตัวเองรัก ยังมีอีกหลายอย่างที่เขาไม่ได้บอก ยังมีอีกหลายอย่างที่เขาอยากบอก…

          ชายในหน้ากากเลื่อนฟันเฟืองที่หมุนติ้วลงมาที่หน้าอกที่เปล่าเปลือยของเขา ก่อนจะหยุดมันตรงตำแหน่งของหัวใจ ทากะเม้มปากแน่น เขาหวังให้มันเร็วจนไม่รู้สึกอะไร เขาไม่อยากทรมานอีกต่อไป

 

 

 

 

          “อั่ก…”

 

          มือที่จับใบเลื่อยจู่ๆ ก็หมดแรงไปเสียดื้อๆ ทากะรีบหลบให้พ้นเลื่อยไฟฟ้าที่กำลังหล่นลงสู่พื้น ชายในหน้ากากล้มลง ลำตัวหล่นลงไปทับใบเลื่อยที่หมุนวน ส่งให้เลือดสาดกระเซ็นไปทุกทิศทาง ทากะยกมือขึ้นมาปิดปากด้วยความตกใจก่อนจะเขยิบตัวออกห่าง ตอนนั้นเองที่เขาเห็นขวานจามอยู่กลางหลังชายปริศนาคนนั้น

          “นายโอเคไหม” ทากะหันไปพบกับแดนที่วางมืออยู่บนไหล่ เขาพยักหน้า

          แดนหันไปดันกล่องออกไปให้พ้นทาง ในที่สุดแสงสว่างจากด้านนอกก็ปรากฏขึ้น แดนดันตัวทากะให้เข้าไปด้านในก่อน เขาคลานเข้าไปในนั้นก่อนจะเหลือบมองกลับมาที่ร่างของชายปริศนา หน้ากากที่ปกคลุมอยู่เผยให้เห็นใบหน้าเสี้ยวหนึ่ง แต่เท่านั้นก็เพียงพอที่จะรื้อฟื้นความทรงจำของเขา

 

          “ทำเหมือนที่นี่เป็นบ้านพวกเธอเถอะ”

 

          “เด็กหนุ่มนี่ดีจริงๆ ฮ่ะๆๆ

 

          “ที่นี่ระบบรักษาความปลอดภัยดีเสียกว่าทำเนียบขาวเสียอีก”

 

          “เลือกกันตามสบายเลย ฉันคงเดินขึ้นไปไม่ไหว”

 

 

          เขาคือชายอเมริกันคนนั้น

 

 

 

 

          พวกเขาปีนออกมาจากถังขยะที่ก่อติดไว้กับตัวบ้าน ทากะโผล่ออกมาสู่สวนสีเขียวขจี แดนตามหลังเขามา ฮามาดะยืนประคองโทรุรออยู่อย่างร้อนรน

          “ทำไมช้านักล่ะ”

          “มีปัญหานิดหน่อย” แดนตอบเพื่อนร่วมงานของตนก่อนจะเดินนำหน้าไป ฮามาดะยักไหล่แล้วเดินยกตัวโทรุขึ้นก้าวเดินตามไป

 

          พวกเขาก้าวขึ้นไปบนรถที่จอดอยู่ริมถนน แดนสตาร์ทเครื่องยนต์ก่อนจะเหยียบคันเร่งพาพวกเขาออกจากสถานที่อันไม่น่าจดจำนี้ ทากะมองผ่านกระจกรถมาจากเบาะหลัง ดูภายนอกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่นิด ท้องฟ้าฉาบไปด้วยสีส้มของยามเย็น แสงสว่างของวันกำลังจะถูกทดแทนด้วยความมืดของยามค่ำคืน ดวงอาทิตย์กำลังจะหมดหน้าที่ของมัน ดาวฤกษ์สีส้มคล้อยหล่นลับขอบฟ้าไปในที่สุด สิ่งต่างๆ ภายนอกกลับกลายเป็นเงาดำมืด และโลกยังคงดำเนินไปเหมือนเคย พวกเขาทั้งสี่นั่งอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์เท่านั้นที่กลบบรรยากาศหม่นหมองนี้ไว้ ทากะจ้องมองบ้านหลังนั้นจนลับตาไป

 

 

 

 

“เอกสารปริศนาถูกส่งมาที่หน้าสถานีโทรทัศน์ของเรา

นี่เป็นเรื่องที่สะเทือนวงการดนตรีเป็นอย่างมาก–“

 

 

“–แจ้งว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นได้มาโดยไม่ชอบธรรมและเขาปกปิดรัฐบาลไว้ด้วยเงินก้อนโต”

 

 

“ไอ้เลว! ไอ้เลว! ไปลงนรกซะ!”

 

 

“พวกเขาทำเป็นขบวนการ คาดว่าเหตุชี้นำเกิดจากผลประโยชน์ทางธุรกิจ–“

 

 

“–อ้างว่าเขากระทำการเช่นนี้มาแล้วถึง 5 ครั้งด้วยกัน”

 

 

“เขาจะต้องได้รับการดำเนินคดีตามกฎหมายและรับโทษอย่างเหมาะสม ผมให้ความเชื่อมั่นกับทุกคน”

 

 

“ออกไป! ไอ้ฆาตกร! ออกไป!”

 

 

“เหตุสะเทือนใจนี้จะทำให้ผู้คนกลับมาฉุกคิดว่า

ความสำเร็จที่เห็นนั้น แท้จริงแล้วแลกมาด้วยความทุกข์ทรมานของใครอีกหลายคนหรือเปล่า”

 

 

“–สำนักข่าว CNN รายงาน”

 

 

_________________________________

 

 

          “เคลียร์”

          ตำรวจนายหนึ่งพูดใส่วิทยุสื่อสาร อีกกลุ่มได้ยินดังนั้นจึงเคลื่อนที่ไปหยุดอยู่หน้าประตูหรู เสียงปืนลูกซองยิงกระทบกลอนประตูชั่วระยะเวลาสั้นๆ จากนั้นประตูก็แง้มออก

 

 

          ชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ทำงานที่หันหน้าไปยังหน้าต่าง แสงอาทิตย์ยามเช้าทอแสงสีขาวพาดผ่านหน้าต่างเข้ามาราวกับมันเป็นวาจาจากสวรรค์ เขาสัมผัสนิ้วมือลงบนลิ้นแล้วแตะพลิกหน้ากระดาษ สายตาของเขาหยุดอยู่ที่หน้าหนึ่งก่อนจะอ่านออกเสียงกับตัวเอง

          “เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่สี่นั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงสัตว์ตัวที่สี่ร้องว่า ‘มาเถอะ’ แล้วข้าพเจ้าก็แลเห็น และดูเถิด ม้าสีกะเลียวตัวหนึ่งเข้ามา ผู้ที่นั่งบนหลังม้านั้นมีชื่อว่ามัจจุราช และแดนคนตายก็ติดตามมาด้วย–“

 

 

          ตำรวจนายหนึ่งวิ่งตรงขึ้นบันไดไป เขาสำรวจเส้นทางด้านซ้ายและขวาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะกวักมือส่งสัญญาณให้ตำรวจนายอื่นตามเขาไป

 

 

          “–พระองค์ทรงให้ทั้งสองนี้มีอำนาจล้างผลาญแผ่นดินโลกได้หนึ่งในสี่ส่วน ด้วยคมดาบ ด้วยความอดอยาก ด้วยโรคระบาด และด้วยสัตว์ร้ายแห่งแผ่นดิน”

          เมื่อสิ้นสุดประโยค ชายบนเก้าอี้จึงปิดหนังสือลง ตัวอักษรสีทองบนปกเขียนเอาไว้ว่า Holy Bible เขาทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง มือประสานกันที่หน้าตัก บัดนี้เขารู้สึกสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

 

 

          นายตำรวจมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานหนึ่ง เขานับถอยหลังในใจก่อนจะกระแทกประตูเปิดออก ตำรวจทุกคนกรูเข้าไป อาวุธปืนชี้ไปยังผู้ต้องหารายใหญ่ของวันนี้

 

          “จอห์น เฟลด์แมน คุณถูกจับด้วยข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คุณมีสิทธิที่จะไม่พูดอะไรเพราะคำพูดของคุณอาจถูกใช้เป็นพยานในชั้นศาล”

 

          ชายคนนั้นหมุนเก้าอี้กลับมาแล้วชูมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ

 

_________________________________

 

 

          ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบเดินเข้าไปในบ้านทรงยุโรป สายตากวาดไปทั่วบริเวณ

          “เฮ้ มาดูนี่หน่อย” ใครบางคนเดินเข้ามาเรียกเขาก่อนจะกลับลงไปยังห้องลึกลับหลังบานประตูสีเดียวกันกับวอลเปเปอร์ เขาเดินตามคนๆ นั้นไป

          “เหนื่อยหน่อยนะครับ” ระหว่างทางมีคนส่งเสียงทักทาย เขายิ้มตอบก่อนจะตบบ่าให้กำลังใจ “นายก็เหมือนกัน”

          ชายคนนั้นเดินลงมาที่ห้องใต้ดิน ชายที่เรียกเขามายืนอยู่ถัดไป สิ่งที่ตั้งอยู่ตรงหน้าคือกล่องกระดาษใบหนึ่ง

          “นี่อะไร” เขาเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย ก่อนจะนั่งยองๆ แล้วหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาจากกล่อง

          “หลักฐาน”

          เขาคลี่กระดาษที่พับไว้ออก ปรากฏข้อความที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ เอาไว้อย่างเร่งรีบ

 

 

เทรุเป็นบ้าไปแล้ว! เขาไล่ฟันทุกคนด้วยมีด พวกเขาตายแล้ว! ไม่เหลือ!

ตอนนี้มีแค่ผมคนเดียวและเขากำลังตามหาผมอยู่

ผมกำลังจะตาย ผมกำลังจะตาย ผมกำลังจะตาย

ผมกำลังจะตาย ผมกำลังจะตาย ผมกำลังจะต

 

 

          ข้อความสิ้นสุดไปเพียงเท่านั้น มีเพียงเลือดแห้งๆ ที่แต่งแต้มพื้นที่ที่เหลือบนกระดาษ ชายคนนั้นเอามือลูบจมูก เขาขมวดคิ้วแล้วพับกระดาษวางลงที่เดิม

          “เก็บไป”

          ชายอีกคนรับคำสั่งแล้วพยักหน้าก่อนจะกวักมือเรียกคนอื่นๆ มาช่วยกันขนหลักฐานออกไป

 

          รถตำรวจวิ่งฉิวออกจากหมู่บ้านด้วยความเร็ว อีกาตัวหนึ่งส่งเสียงหวีดร้องโหยหวนไปทั่วหมู่บ้านที่เงียบเฉียบ รถคันเดิมแล่นผ่านป้ายหน้าหมู่บ้านที่เขียนไว้ว่า Dealer View เพียงชั่วพริบตาหนึ่ง ตัวอักษรได้หมุนวนและแปรเปลี่ยนเป็นคำว่า We are Devil

 

 

THE END.

_________________________________

 

 

          จอห์น เฟลด์แมน ประธานบริษัทเพลงยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2016 ด้วยข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เขาผลักดันตัวเองสู่ตำแหน่ง CEO บริษัท Warner Sis. Records ด้วยการเล่มเกมนอกกติกา เมื่อขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด เขาขับไล่บอร์ดบริหารเก่าออกยกชุดและจัดตั้งบอร์ดบริหารของตนขึ้นมาแทน เฟลด์แมนเป็นคนทะเยอทะยานและอุทิศตนให้แก่บริษัท เขาจับตามองกระแสวงดนตรีต่างๆ ทั่วโลกผ่านยอดขายอัลบั้มและราคาหุ้นของบริษัทต้นสังกัด เมื่อได้โอกาส เขาจะหยิบยื่นมือไปดึงตัววงดาวรุ่งเหล่านั้นมาสู่บริษัทตัวเอง ทว่าหลายครั้งที่การชักชวนไม่เป็นไปตามคาด เฟลด์แมนจึงซื้ออสังหาริมทรัพย์ของหมู่บ้านที่ล้มเลิกโครงการไปกลางคันด้วยจำนวนเงินเพียงหยิบมือ ก่อนที่เขาจะมีความคิดสร้างหมู่บ้านในนาม Dealer View ขึ้นมา ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์อันน่าสลดและสร้างความสะเทือนใจแก่ชาวอเมริกัน รวมถึงบรรดาแฟนเพลงทุกคนทั่วโลก

 

          แดนและฮามาดะลาออกจาก Warner Sis. Records หลังจากแฮ็กเข้าไปในฐานข้อมูลลับของบริษัทและแจกจ่ายเอกสารเปิดโปงไปยังสำนักข่าวต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา พวกเขาตั้งใจจะเปิดสตูดิโอเป็นของตนเองและสร้างงานเพลงเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ที่สูญเสียไปในเหตุการณ์นี้

 

          ยามาชิตะ โทรุเข้ารับการผ่าตัดจากภาวะลำไส้ทะลุจากบาดแผลถูกแทงบริเวณช่องท้อง อาการหลังเข้ารับการผ่าตัดอยู่ในภาวะปกติ หลังอาการทั่วไปดีขึ้น เขาถูกส่งตัวไปรักษาต่อในโรงพยาบาลจิตเวชและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

 

 

 

ขอแสดงความเสียใจกับ

 

Bring Me The Horizon

Twenty One Pilots

Crossfaith

Crown The Empire

Coldrain

 

และ

 

Kohama Ryota (ONE OK ROCK)

Tomoya Kanki (ONE OK ROCK)

 

May your soul rest in peace.

เราจะจดจำผลงานของคุณ

 

_________________________________

 

  

           


  

          ก๊อกๆๆ

 

 

          ทากะแง้มประตูเปิดอย่างเบามือ ก่อนที่จะก้าวเท้าไปสู่ห้องผู้ป่วยในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคลอยเข้ามากระทบจมูก ภายในถูกตกแต่งด้วยสีขาวบริสุทธิ์ เฟอร์นิเจอร์สีไข่มุก เก้าอี้ข้างเตียง ผ้าปูที่นอน ชุดผู้ป่วย ผ้าม่านพริ้วไหวตามสายลมแผ่วเบาที่โชยเข้ามาทางหน้าต่าง แสงอาทิตย์อ่อนอุ่นของยามเช้าลอดผ่านผ้าผืนบางเข้ามากระทบพื้น ชายคนหนึ่งในชุดผู้ป่วยเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ทุกอย่างเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ

 

          “โทรุ”

 

          คำพูดแรกที่ออกจากปากแหบพร่าราวกับเป็นคำที่เขาเพิ่งรู้จัก ทากะรู้สึกประหม่าเมื่อได้ยินคำๆ นี้จากปากตัวเองอีกครั้ง ชายคนนั้นยังคงมองออกไปที่อะไรบางอย่างข้างนอกนั่น

          ทากะวางช่อดอกลิลลี่สีเหลืองที่แซมด้วยดอกไฮเดรนเยียไว้ในแจกัน มือเอื้อมไปสัมผัสเตียงฝั่งที่ว่าง แล้วนั่งลง เขามองแผ่นหลังอันคุ้นเคยก่อนจะอ้าปากคล้ายจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วกลับกลืนคำพูดนั้นลงไป ประโยคที่ติดค้างลอยหายไปกับสายลม เขาพยายามใหม่อีกครั้ง

 

          “ไม่เจอกันนานนะ”

 

          นั่นไม่ใช่คำพูดของทากะ

 

          แต่เป็นคำพูดของคนที่นั่งหันหลังให้เขา น้ำตาพลันรื้นขึ้นมาในเบ้า ทากะคิดถึงเสียงทุ้มต่ำนี้เหลือเกิน

 

          “อืม”

          ทว่าทากะไม่กล้าพอที่จะตอบอะไรมากกว่านั้น

          และแล้วห้องสีขาวก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ทากะไม่อยากให้บรรยากาศเป็นแบบนี้ เขาไม่อยากให้การพบกันของเขาทั้งสองเหมือนบทสนทนาของคนแปลกหน้า

 

          “นาย…เป็นยังไงบ้าง” ทากะตัดสินใจเอ่ยถามทำลายความอึดอัดในชั้นบรรยากาศ

          “ดีขึ้นแล้ว”

 

          สายลมวูบไหวเข้ามาระลอกหนึ่ง ผ้าม่านสะบัดตามแรงลมแล้วค่อยๆ ปล่อยตัวอย่างอิสระตามแรงโน้มถ่วง ชายในชุดผู้ป่วยสีขาวหันหน้ามาทางเขา แสงสีส้มตกกระทบใบหน้าซีกหนึ่งทำให้ใบหน้าอีกด้านตกอยู่ภายใต้เงามืด รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าของชายคนดังกล่าว แววตาอบอุ่นจ้องมองมาที่เขา ทากะจำดวงตาคู่นั้นได้ มันเป็นดวงตาของคนที่เขาคุ้นเคย ทว่าตอนนี้มันกลับแฝงไปด้วยความโศกเศร้า เขาไม่อาจกลั้นน้ำตาที่เอ่อนองได้อีกต่อไป ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้ามา จู่โจมปราการในใจของเขาให้พังทลาย ทากะปล่อยให้หยาดน้ำตาสีใสไหลลงไปตามแก้มทั้งสอง ชายคนนั้นเอื้อมมือมาสัมผัสใบหน้าของเขาแล้วใช้ปลายนิ้วปาดมันออกอย่างแผ่วเบา

 

          “ฉันขอโทษ” เขาพูด

          ทากะส่ายหัวไปมา “ฉันต่างหาก ฉันควรจะเป็นฝ่ายขอโทษ ฮึก..”

 

          แรงของอีกฝ่ายดึงเขาเข้าไปในอ้อมกอด สัมผัสจากคนตรงหน้ายิ่งทำให้ทากะเสียน้ำตามากกว่าเดิม เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะคิดถึงคนๆ นี้มากขนาดไหน แต่ตอนนี้เขารู้แล้ว ทากะโอบมือเข้ากับแผ่นหลังของอีกฝ่าย ฝ่ามือที่ลูบเรือนผมคอยปลอบประโลมจิตใจที่ไม่มั่นคงของเขา

 

          “เราต่างทำผิดต่อกัน” เสียงทุ้มดังขึ้นกว่าเดิมเมื่อเขาได้ฟังจากตรงนี้ “โดยเฉพาะฉัน”

          “นายไม่รู้ตัว”

          เขาหัวเราะอย่างขมขื่น ทากะรู้สึกถึงแรงกระเพื่อมของหน้าอกเมื่ออีกฝ่ายเปล่งเสียงออกมา

          “ถึงจะเป็นแบบนั้น แต่ฉันยังจำได้ทุกอย่าง…ทุกอย่างที่เคยทำไว้กับนาย”

          “นายไม่ได้เป็นตัวเอง มันไม่ใช่ความผิดนาย โทรุ”

          “มันไม่ใช่ฉัน แต่มันก็เป็นฉัน” อ้อมกอดกระชับขึ้น ทากะรู้สึกว่าร่างกายของโทรุกำลังสั่นเทา

 

          “สุดท้ายคนที่ทำร้ายนายก็คือฉันอยู่ดี”

 

          เสียงที่เปล่งออกมาประโยคสุดท้ายแผ่วเบาและเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน โทรุสะอื้นไห้ออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ ทากะสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นบริเวณแผ่นหลังของตน

          โทรุกำลังร้องไห้ โทรุที่เข้มแข็งมาตลอด

          พวกเขาอยู่ในอ้อมกอดของกันและกันโดยไม่ได้เอ่ยคำใด ในที่สุดทากะก็ผละออกมา เขาเงยหน้ามองโทรุ มือสัมผัสใบหน้าที่โทรมจากความเจ็บป่วย คราบน้ำตาที่ฝากไว้เป็นทางสร้างความเจ็บปวดให้กับตัวเขาเองเช่นกัน เขารู้สึกเจ็บแปลบในใจ

          ทากะโน้มตัวเข้าไปใกล้โทรุแล้วประทับริมฝีปากด้วยกัน เขาไม่เคยลืมความรู้สึกนี้ ไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหน เขาจำมันได้เสมอ โทรุจูบตอบเขาอย่างแผ่วเบา ความคิดถึงและความโหยหาแฝงอยู่ในรสสัมผัสนั้น ริมฝีปากของโทรุแตกระแหงและสัมผัสนี้ก็เต็มไปด้วยรสชาติของน้ำตา แต่มันเป็นจูบที่ทากะจะไม่มีวันลืม มันเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งดีๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

          “โทรุ…ฉันรักนาย

 

          …ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันก็ยังรักนาย”

 

          ทากะพูดความในใจออกไปอย่างตรงไปตรงมาที่สุดเท่าที่ชีวิตมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่งจะทำได้ ทากะไม่อาจปิดกั้นความรู้สึกของตนได้อีกต่อไป เขาพูดสิ่งที่อยากพูด สิ่งที่ควรพูดเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว เขาปล่อยให้มันหลั่งไหลออกมาโดยไม่รู้สึกเขินอาย ไม่มีอะไรต้องปกปิด ไม่มีอะไรที่เขาต้องกลัว และเขาเองก็มั่นใจกับความรู้สึกนี้มากจนใครก็ไม่อาจโน้มน้าวให้เป็นอื่นได้

 

           โทรุผละออกมาเพื่อให้เขาทั้งสองได้หยุดพักความรู้สึกที่ปะทุอยู่ในอก ความเศร้าในแววตาของเขาถูกแทนที่ด้วยประกายของความมีชีวิตชีวา ราวกับจิตวิญญาณของโทรุได้ถูกเติมเต็มด้วยสิ่งที่ขาดหายไป สิ่งที่เคยเป็นของเขาแต่กลับโง่เง่าเผลอทำหล่นกลางทาง โทรุจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีก เขาจะรักษาสิ่งสำคัญนี้เอาไว้ให้ดีที่สุด และเขาเองก็มั่นใจกับความรู้สึกนี้มากจนใครก็ไม่อาจโน้มน้าวให้เป็นอื่นได้

 

          “ฉันก็รักนาย…ทากะ”

 

___________________________

 

TALK

◊ ในที่สุดเรื่องราวทั้งหมดก็จบสิ้นลง ขอบคุณทุกคนที่ติดตามและร่วมสนุก ร่วมปวดหัวไปกับฟิคยาวเรื่องที่สอง (แต่ดันจบเรื่องแรก) ของเรานะคะ สนุกมากๆ ที่ได้เขียนฟิคเรื่องนี้ ได้วางพล็อตอะไรจริงจังเป็นครั้งแรก ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเขียนสกรีนเพลย์ให้กับหนังอินดี้ๆ ของตัวเอง คาแร็กเตอร์แต่ละตัวพัฒนามาถึงขนาดนี้ได้ ไม่ใช่อาศัยแค่เนื้อเรื่อง แต่ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขาเป็นจริงขึ้นมา ขอบคุณทุกคนที่ร่วมฝ่าฟันและแชร์ความรู้สึกของตัวละครไปด้วยกัน ดีใจที่ได้มีโอกาสทำอะไรแบบนี้มากๆ ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้นะ มีอะไรสามารถติชมได้ตลอดนะ เราจะได้นำไปพัฒนาในเรื่องต่อๆ ไป ขอบคุณค่ะ

ทุกคนได้อะไรจากเรื่องนี้กันบ้าง ใครผิด ใครถูก ใครแบกรับความเจ็บปวด อะไรที่ทำให้มนุษย์เปลี่ยนไปได้ขนาดนี้?

◊ เหมือนเดิม สามารถพูดคุย คอมเม้นท์ แลกเปลี่ยนทฤษฎีได้ที่บล็อกนี้หรือที่แฮชแท็ก #ฟิคจินเซย์ ได้ตลอดนะ

 

writer/sound&photo editor : @puroii

แฮชแท็กทวิตเตอร์ : #ฟิคจินเซย์

Advertisements

2 thoughts on “【OOR fic】 Jinsei Game : Chapter 8 THE END

  1. เราเพิ่งเริ่มชอบวันโอคุได้ไม่นานแล้วก็ไม่คิดจะอ่านฟิคมาก่อนเลย พอดีว่าบังเอิญเจอเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่าลองหน่อยก็แล้วกัน พออ่าน prologue เจอส่งสัญญาณช่วยเหลือผ่านรหัสมอสก็เลยตัดสินใจอ่านต่อ จนอ่านมาถึงว่าดู shutter island ระหว่างเดินทางก็รู้สึกว่า เอาล่ะ เริ่มต้นแล้วสินะ เราเป็นคนชอบหนังและหนังสือแนวนี้แต่ก็เป็นคนที่กลัวอะไรพวกนี้เช่นกัน(ย้อนแย้งอะไรปานนี้) เริ่มจากการบรรยายก่อนเลย เราชอบภาษา ชอบจังหวะการดำเนินเรื่อง จังหวะการปล่อยด้านมืดของมนุษย์ออกมา เพราะจังหวะเหล่านี้เลยทำให้เราขนลุกอยู่หลายครั้งเลย เราชอบการโยงเข้ากับไบเบิลและ the four horsemen of apocalypse ของเนื้อเรื่อง เป็นกิมมิคแต่ก็เป็นจิ๊กซอว์ที่ทำให้คนอ่านลองประติดประต่อและเดาทางของเกม

    ในส่วนของตัวละคร เริ่มแรกตัวละครที่ทำให้เราแปลกใจที่สุดคือโทโมยะที่ดูเหมือนจะไม่คิดอะไรมากแต่กลับเป็นคนจุดชนวนสงครามนี้ขึ้นมา แต่พออ่านไปเรื่อยๆ กลับกลายเป็นว่าโทรุต่างหากที่หลอกเราเข้าเต็มๆ ตั้งแต่ต้นโทรุเป็นตัวละครที่เราชอบมาก เขาพร้อมที่จะโอบอุ้มทุกคนและมักจะทำให้สถานการณ์เย็นยะเยือกอบอุ่นขึ้นมาได้ โทโมยะเป็นตัวละครที่ถูกเกมปั่นหัวและควบคุมง่ายที่สุด ในขณะที่เรียวตะดูเหมือนจะเป็นตัวละครที่ตามเกมไม่ทันแต่เรากลับมองว่าเขาอยู่เหนือเกมแต่ต้องจบชีวิตลงก็เพราะความขาดสติของโทโมยะ ส่วนทากะคือตัวละครที่มีสติ มีความกล้าหาญ และหลายๆ ครั้งเรารู้สึกว่าตัวละครนี้แหละที่มีความเป็นผู้นำ ทั้งที่ตอนแรกเราคิดว่าทากะนี่แหละที่จะโดนเกมปั่นหัวเอาได้ง่ายๆ แต่ไม่เลย พออ่านจนจบตัวละครนี้กลายมาเป็นตัวละครที่เราชอบมากที่สุดเลยล่ะ

    ตลอดเรื่องมีจุดเปลี่ยนให้มนุษย์แสดงด้านมืดออกมาถึงสามครั้ง(หรือนับเป็นสี่ดีนะ) เราตัดเรียวตะออกไปเพราะเขาบริสุทธิ์เสียจนด้านมืดทำอะไรเขาไม่ได้ เรานับถือตัวละครตัวนี้มากๆ เลย โทโมยะโดนเกมปั่นหัวได้อย่างง่ายดายและแสดงด้านมืดของมนุษย์ออกมาได้อย่างน่ากลัว เขาลงมือทำแต่เขายังสามารถโยนความผิดและปั่นหัวคนอื่นต่อไปได้อย่างหน้าตาเฉย ฉากตอนที่เป็นมุมมองของโทโมยะตอนตามไปเช็คว่าแผนของตัวเองสำเร็จไหม ตอนนั้นทำเอาเราขนลุกเลยล่ะ น่ากลัว คนๆ นี้มีด้านมืดที่น่ากลัวเอามากๆ และเขาก็เผยมันออกมาจนหมดเลยด้วย ส่วนโทรุเป็นตัวละครที่เหมือนจะคุมเกมได้แต่เขาก็มาหลุดเอาตอนที่สถานการณ์บีบคั้นให้เขาต้องปกป้องคนที่รัก เราชอบการบรรยายช่วงนี้มากๆ เลยค่ะ เราลุ้นไปกับทากะสุดตัวเลยว่าทากะจะลงมือแทงเจ้าสิ่งที่อยู่ในมือไหม แล้วพอโทโมยะนิ่งไปพร้อมกับการปรากฏตัวของโทรุเรารู้สึกถึงบรรยากาศอบอุ่นพร้อมกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่แล้วเมื่อแสงสว่างกลับมากลับแทนที่บรรยสกาศจะสดใสขึ้นแต่มันทำให้เราขนลุกซู่ไปทั้งตัวยิ่งกว่าตอนที่ทุกอย่างดำสนิทจมหายไปกับความมืดเสียอีก การกระทำของโทรุในตอนนั้นเซอร์ไพรส์เรามากๆ แล้วหลังจากนั้นเนื้อเรื่องก็ดำเนินเข้าสู่ความขนลุกอย่างแท้จริง ช่วงที่โทรุเผยด้านมืดออกมาแล้วเรารู้สึกระแวง หวาดผวาไปพร้อมๆ กับทากะตลอดเวลา น่ากลัวจัง เขาคิดจะทำอะไรต่อจากนี้นะ เดาทางไม่ถูกเลยทั้งๆ ที่เขาแค่แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาว่าหลงใหลทากะขนาดไหน ตอนที่โทรุพูดความคิดของตัวเองออกมาในฉากอาบน้ำเราเห็นภาพทากะตัวสั่นได้โดยไม่จำเป็นต้องอ่านคำบรรยายเลย (ขนาดแค่พิมพ์คอมเมนท์ยังรู้สึกขนลุกเลยค่ะ ;-;) แต่โทโมยะกับโทรุมีความต่างกันอยู่ โทโมยะเหมือนมนุษย์ทั่วๆ ไปที่ต้องมีด้านมืดซึ่งตัวเราก็ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นอย่างไรและโทโมยะก็ถูกเกมชักนำ ถูกดึงด้านนั้นออกมา ในขณะที่โทรุมีด้านมืดเช่นกันแต่โทรุรู้จักด้านมืดของตัวเองดี และด้านมืดนั้นก็ไม่ได้ซ่อนอยู่ลึกๆ ภายในจิตใจแต่ถูกเจ้าตัวซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากเท่านั้นเอง การที่คนรักถูกทำร้ายบีบบังคับให้เขาแสดงด้านมืดส่วนที่มนุษย์ทั่วไปมีออกมา แต่ตอนที่เขาเข้าใจ(คิดไปเอง)ว่าทากะทำอะไรเพื่ออะไร ถึงตอนนั้นเขาน่าจะรู้สึกเพียงแค่ว่าทากะรู้สึกแบบเดียวกันกับเขา เพราะฉะนั้นการใส่หน้ากากเลยไม่จำเป็นอีกต่อไป ส่วนทากะถึงจะเป็นตัวละครที่เราชอบมากแต่ก็เผลอปล่อยด้านมืดออกมาเหมือนกัน แต่ทากะจะเหมือนโทโมยะตรงที่ด้านมืดนั้นฝังอยู่ในจิตใจลึกแต่ความต่างคือทากะสามารถเลือกดึงด้านมืดออกมาใช้เฉพาะเวลา เขาไตร่ตรองก่อนที่จะหยิบมันออกมาใช้ ตอนที่โทรุเผยธาตุแท้ตอนนั้นทากะแสดงให้เห็นเลยว่าทั้งรักทั้งเกลียด รักเพราะคนๆ นี้คือโทรุแต่ก็เกลียดเพราะภายในคนๆ นี้ไม่ใช่โทรุที่เขารู้จัก แรกๆ ทากะเลยแค่ทนและคิดหาทางหนีออกมาจนถึงจุดที่มันไม่ไหวเขาถึงได้ดึงด้านมืดของตัวเองออกมาใช้แล้วหลังจากนั้นก็ฝังมันกลับคืนที่เพราะมันไม่มีประโยชน์อีกต่อไปแล้ว

    พอมาถึงจุดที่คลายปมคลายข้อสงสัยเหมือนจะปล่อยให้เราโล่งใจได้แค่แปปเดียวเพราะความจริงที่เกิดขึ้นนั้นยังชวนขนลุกได้อยู่ เราชอบการบรรยายช่วงเฉลยเหมือนกำลังอ่านนิยายสืบสวนสอบสวนสักเรื่องอยู่เลยค่ะ แล้วก็ชอบที่มีเรื่องราวของทากะกับโทรุหลังจากนั้นอีกนิด และก็ดีใจที่โทรุคนเดิมกลับมาแม้จะยังไม่ครบ 100% ก็ตาม สรุปแล้วคือชอบมากๆ ชอบที่แสดงความเป็นมนุษย์ออกมาผ่านตัวอักษรได้อย่างสุดยอด หวังว่าจะมีผลงานดีๆ แบบนี้ออกมาให้เราได้อ่านอีกนะคะ ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆ เรื่องนี้ด้วยค่ะ 🙂

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s