Uncategorized

【เรื่องที่ 3.1】 อัตตาแลกเปลี่ยน

postive-change-quote-4

Disaster แปลว่าหายนะ
Catastrophe ก็เช่นกัน

______________________

 

          “โทรุ!”

          “…”

          “โทรุ!”

          “…”

          “เฮ้!”

          จู่ๆ มือใหญ่ก็กระทบลงที่บ่าเข้าเต็มแรง เขาหันขวับไปด้วยความเกรี้ยวกราด หมอนี่วอนเสียแล้ว ไม่รู้หรือไงว่าเขาไม่ชอบให้ใครมาแตะเนื้อต้องตัว

          “เฮ้ ไม่เห็นต้องทำตาขวางขนาดนั้นเลยนี่ ฉันเรียกแล้วนายไม่ยอมหันมาสักที ลืมชื่อตัวเองไปแล้วหรือไง โทรุ

          ราวสมองถูกกระทบกระเทือนด้วยอะไรบางอย่าง เขารู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในฉากหนึ่งของการ์ตูนที่ตัวละครถูกตีเข้าที่ศีรษะ ตามมาติดๆ ด้วยซาวน์เอฟเฟ็คต์ดัง เคร้ง และดวงดาวระยิบระยับหมุนวนอยู่บนหัว

          “อ๋อ เอ่อ…โทษที” เขายกมือขึ้นเป็นเชิงขอโทษแล้วยิ้มแหยๆ ให้กับมือเบสที่ทำหน้าตาเหรอหรามองกลับมา

          มันเป็นเช้าวันจันทร์ที่กระอักกระอ่วนเสียเหลือเกิน

          เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์แบบไหนกัน หากมันเป็นความฝัน มันก็เป็นความฝันที่สมจริงเสียเหลือเกิน แต่ไม่ว่าเขาจะตบหน้าตัวเองจนด้านชาหรือหยิกแขนจนเลือดซิบสักเท่าไร เขาก็ไม่ยอมลืมตาตื่นเสียที เพราะนี่ไม่ใช่ความฝันยังไงล่ะ

 

          เสียงประตูเปิดออกพร้อมฝีเท้าของผู้มาเยือน ใจเต้นระรัวอยู่ในอก ไม่ต่างอะไรจากสาววัยแรกแย้มที่เฝ้ารอชายหนุ่มอันเป็นที่รักท่ามกลางลมหนาวแห่งเหมันต์ รองเท้าหรูก้าวเข้ามาสู่สายตาเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยเครื่องแต่งกายสีดำล้วนอันสุดแสนจะคุ้นตา เขาละเลียดมองไล่ตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นไปยังลำตัว และด้วยความสูงที่ไม่มากนัก ใช้เวลาไม่นานเขาก็มองไล่มาถึงใบหน้าที่แทบทำให้หัวใจขาดเลือดตายเสียตรงนั้น เขารู้สึกเหมือนโดนหมัดหนักๆ เสยเข้าที่คาง สายตาจับจ้องไปที่ร่างของตัวเอง ไม่ใช่…ร่างที่เคยเป็นของตัวเอง

          เมื่อสองสายตาประสานกัน หากมีดอกไม้บานเป็นฉากหลังหรือเพลงรักเป็นดนตรีประกอบไม่ มีเพียงความเงียบงันและอึดอัดที่เกิดขึ้นภายใน เขามีคำถามมากมายและคิดว่าคนๆ นั้นก็เช่นกัน

          “ทากะ มาซะที!”

          หากมีความผิดปกติ พวกเขาก็ปกปิดมันไว้ได้มิดทีเดียว

          เขาจ้องมองมือกลองเคลื่อนกายเข้าไปตบไหล่ผู้มาเยือนแล้วพลันรู้สึกขนลุกขึ้นมา ไม่แน่ใจว่าอะไรกันแน่ที่น่ากลัวกว่ากัน ระหว่างการเห็นตัวเองในร่างคนอื่นหรือการเห็นคนอื่นในร่างตัวเอง

 

          “เอาล่ะ อย่าเสียเวลาเลย ฉันมีนัดต่อ” เมื่อสิ้นประโยค โทโมยะก็เดินเข้าไปประจำที่ด้านหลังกลองชุดสุดรัก โดยมีเรียวตะสะพายเบสวอร์มเสียงอยู่ไม่ห่าง โทโมยะส่งสายตามาทางพวกเขาที่ยังไม่ได้ขยับฝีเท้าไปไหน ถ้าสังเกตสักนิด โทโมยะคงจะเห็นหยาดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาตามใบหน้าของเขาอย่างแน่นอน แต่เขารู้ว่าหมอนั่นซื่อบื้อเกินกว่าจะมองเห็นมัน

          “มีปัญหาอะไรหรือเปล่า”

          “เปล่า” เขายักไหล่แล้วเดินไปประจำที่ เรื่องพวกนี้จะมาขัดขวางการทำงานของเขาไม่ได้ เขาต้องกำจัดมันออกจากหัวสมองเสียก่อน ระหว่างที่เขากำลังส่ายศีรษะเพื่อทำสมองให้โล่งอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีคนพูดแทรกขึ้นมา

          “โทรุ ที่นายอยู่ตรงนั้น”

          เขาหันไปมองเจ้าของชื่อแล้วขมวดคิ้วเป็นเชิงว่ากล่าว แต่อีกฝ่ายกลับหัวเราะออกมาแล้วชี้มือมาที่เขา เขาหันไปเห็นโทโมยะกำลังชี้ไม้กลองไปยังตำแหน่งที่ว่างอยู่ข้างๆ ก่อนที่จะรู้ตัวเขาได้ทำอะไรลงไป

          เพล้ง

          เขารู้สึกเหมือนมีใครทำจานแตก

          เมื่อรวบรวมเศษเสี้ยวของใบหน้าเสร็จเรีบร้อยแล้ว ขาที่ยาวกว่าปกติก็พาร่างที่สูงกว่าปกติเดินไปประจำตำแหน่งที่ควรจะเป็น ในขณะที่เจ้าของกีตาร์ตัวจริงกำลังยืนอยู่หน้าไมโครโฟนในร่างของเขา

 

          1…2…3

          เสียงกลองเริ่มจังหวะดังขึ้น เขาจรดมือบรรเลงตามที่เขาเคยได้ยิน แต่จู่ๆ เสียงกลองก็หยุดลง

          “เดี๋ยวๆๆ โทรุ นายเล่นคร่อมจังหวะ”

          เอื้อก

          “โทษที ขอใหม่นะ” เขาสะบัดมือแล้วหมุนคอเพื่อยืดเส้นยืดสาย เขาเล่นกีตาร์เป็น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเก่งกาจขนาดนั้น เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมเขาต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วย

          ดนตรีบรรเลงขึ้นอีกครั้งพร้อมด้วยสายตาของโทโมยะที่มองมาทางเขาเป็นระยะ บางครั้งเขาก็เหลือบเห็นเรียวตะเงยหน้าขึ้นมาจากเบสแล้วหันไปสบตากับมือกลอง แต่อย่างน้อยเขาก็ทำให้มันผ่านพ้นไปได้

          “เหวน วี๊ เม้ท เดอะเพ้น สตูดสะติ๊ว”

          พอท่อนแรกของเนื้อเพลงดังขึ้น เขาก็สัมผัสได้ถึงหายนะ ถ้าไปขึ้นเฟสติวัลด้วยสภาพแบบนี้ คงไม่พ้นได้ขึ้นพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งว่า ‘จุดจบนักร้องนำ ONE OK ROCK’ เขาหยุดเล่นแล้วกุมขมับ เสียงกรีดร้องดังปะทุอยู่ภายใน ทว่าไม่มีใครได้ยิน

          สุดท้ายการซ้อมก็จบลงด้วยข้ออ้างที่ว่า ทากะรู้สึกไม่ค่อยสบายและเขาต้องการการพักผ่อน การซ้อมวงเลื่อนออกไปจนกว่าพวกเขาจะอยู่ในสภาพที่พร้อม ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง เหลือเพียงพวกเขาสองคน

 

          ทั้งสองยืนประจันหน้ากันอยู่กลางห้อง หากเป็นภาพยนตร์ต้นทุนต่ำ กล้องก็จะหมุนวนรอบๆ ตัวพวกเขาแล้วฉายภาพของใบหน้าที่ประหวั่นพรั่นพรึงบนจอก่อนที่ทั้งคู่จะพร้อมใจกันยกมือกุมศีรษะแล้วส่งเสียงกรีดร้องออกมาแล้วหน้าจอก็จะกลายเป็นสีดำ ทว่านี่ไม่ใช่ภาพยนตร์

          “เกิดอะไรขึ้น”

          “ฉันจะไปรู้ได้ยังไง!”

          “ลองนึกดูสิ เมื่อวานพวกเราทำอะไรบ้าง”

          “นี่มันไม่ใช่การ์ตูนนะ โทรุ”

          “นายเรียกตัวเองทำไม”

          “นายเห็นเป็นเรื่องตลกเหรอ!”

          “เปล่า แค่ตลกดี นายนี่เตี้ยกว่าที่คิดนะ ฉันล่ะเมื่อยคอ”

          “สนุกพอหรือยัง นายทำให้อาชีพนักร้องของฉันป่นปี้!”

          “มันก็ไม่ได้แย่ซะหน่อย”

          “ฮะ…ให้ตาย! มันแย่! แย่มาก! เละเทะไม่เป็นชิ้นดี!”

          “นายก็เล่นคร่อมจังหวะเหมือนกัน แถมยังเพี๊ยนด้วย โซโล่กีตาร์ฉันพังพินาศ”

          “นายไม่ต้องมายอกย้อนแบบนี้!”

          “โอเคๆ”

 

          โทรุ(ตัวจริง)วางมือลงบนไหล่เพื่อให้ทากะ(ตัวจริง)ใจเย็นลง เขาพ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่พอใจนัก แต่ก็ยอมผ่อนลงตามอีกฝ่าย เขาเข้าใจว่าสถานการณ์ตอนนี้มันส่งผลกระทบต่ออะไรหลายอย่าง มันเป็นเหมือนโดมิโน่ที่กำลังล้มลง ก่อนอื่นพวกเขาต้องหาสาเหตุที่ทำให้เขาสองคนกลายมาเป็นแบบนี้เสียก่อน       แต่จะเริ่มจากไหนดี เขาเองก็ยังคิดไม่ตก เรื่องพวกนี้มันแหกกฏวิทยาศาสตร์ทุกอย่างที่เคยมีมา แม้กระทั่งตอนนี้ เขาเองก็ยังแทบไม่เชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริงเลยด้วยซ้ำ

          พวกเขานั่งคุยกันอยู่นานสองนาน ทั้งทฤษฏีต่างๆ และสาเหตุที่น่าจะเป็นไปได้ทั้งหมด แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งพบว่ามันไม่ได้มาพวกเขาไปสู่ข้อสรุปเลยแม้แต่น้อย ทากะส่ายหน้าให้กับความคิดต่างๆ ที่พัลวันเข้ามาไม่หยุด ทุกอย่างที่ดูเป็นไปไม่ได้ก็คงจะเป็นไปได้แล้วในตอนนี้ หากพรุ่งนี้มีคนบอกว่ามีเงินหล่นลงมาจากฟ้า เขาก็คงเชื่อโดยไม่สงสัยอะไร

          เมื่อการสนทนาไม่บรรลุเป้าหมายดังที่ต้องการ พวกเขาจึงตัดสินใจแยกย้ายกันกลับที่พักเพื่อผ่อนคลายร่างกายและจิตใจที่อ่อนล้าในวันนี้ ไฟทุกดวงดับลงส่งผลให้เบื้องหน้ากลายเป็นความดำมืดที่น่าพิศวง มือเอื้อมไปผลักประตูห้องซ้อมปิดลง และการแสดงในวันนี้ก็ได้มาถึงจุดสิ้นสุด

 

          “อ้อ อีกอย่าง…” โทรุทำท่าจะก้าวไปอีกทาง แต่เขากลับชะงักแล้วหันหน้ากลับมาก่อน “ฉันเพิ่งสังเกตว่านายไม่ได้ตัวเล็กแค่อย่างเดียว”

          ทากะเลิกคิ้วขึ้นแทนคำถาม

 

          “ไอ้นั่นก็เล็กด้วย”

 

          “ไอ้เลว!!!”

 

          “ฮ่าๆๆๆ!”

 

          สายตาเจ้าเล่ห์ประกอบกับรอยยิ้มชั่วร้ายผุดขึ้นมาบนใบหน้า ทำให้เขาต้องสบถด่าออกไปอย่างเสียไม่ได้ ทำไมกัน พอมันเป็นใบหน้าตัวเอง เขากลับรู้สึกว่ากิริยานั้นดูน่าหมั่นไส้ขึ้นเป็นเท่าตัว

 

          ให้ตายเถอะ เขาชักเกลียดตัวเองขึ้นมาแล้วสิ

 

 

TO BE CONTINUED.

 _____________________________

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s